10/07/2022
ผมเป็นคนชอบดูหนังมาตั้งแต่เด็ก สมัยก่อนเมื่อเกือบ 30 กว่าปีที่แล้ว การเข้าถึงสื่อบันเทิงนั้นยากมาก ยิ่งบ้านผมอยู่ชายขอบ ยิ่งยากไปกันใหญ่ ไฟฟ้าไม่มี ทีวีต้องไปรวมตัวกันดูที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน นานๆครั้งมีหนังกลางแปลงมาฉายที ทั้งตื่นเต้นและมีความสุข หากหนังจัดฉายไม่ไม่ไกลจนเกินไป ก็จะขอพ่อกับแม่ไปดูกับหลานเสมอ มันคือสิ่งเติมเต็มชีวิตวัยเด็กบ้านนอกคนหนึ่งได้เป็นอย่างดี และความรักความชอบนั้น ไม่เคยเลือนหายจวบจนปัจจุบัน
ผมยังจำได้ ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ยอมกินประหยัดขึ้น เพื่อให้มีเงินเหลือพอไปดูหนังบ้าง และบ่อยครั้งที่เขียนรีวิวหนังส่งไปตามนิตยาสารหนังรายเดือน หากได้ลงพิมพ์ ก็จะได้ค่าตอบแทนเล็กๆน้อยๆ เช่น ตั๋วหนังฟรี
สำนวนการเขียนก็งั้นๆครับ ไม่ได้มีแบบแผนในการเขียน แค่บรรยายความรู้สึกกับหนังเรื่องนั้นตามมุมมองที่เราเห็นอย่างตรงไปตรงมา แค่นั้นเอง
ช่วงนี้พอมีเวลาได้ดูหนังบ่อยขึ้น คันมือ เลยอยากเขียนเป็นไดอารี่ไว้ให้ตัวเองอ่านสะหน่อย อย่างน้อยก็เป็นบันทึกช่วยจำ เมื่อเวลาผ่านไป หลายสิ่งหลายอย่างผ่านเข้ามาในชีวิต บางครั้งทำให้มุมมองเราเปลี่ยนไป การได้กลับมาอ่านสิ่งที่เราเคยเขียนไว้ บางทีก็อดแปลกใจว่าเอ๊ะ เราเคยคิดและเขียนแบบนั้นด้วยหรือ
ขอเริ่ม ( reruns) กับหนังเรื่องนี้เลยล่ะกันครับ
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
Live Twice, Love Once (2019)
Sentimental, Comedy, Drama - คือประเภทของหนังที่ Netflix จัดไว้สำหรับหนังเรื่องนี้
เนื่องเรื่องของหนังเป็นกึ่ง road trip หลังจากเรื่อง Little Miss Sunshine (2006) ก็มีหนังเรื่องนี้ล่ะที่จี๊ดถึงใจ(ผม)
มันเป็นเรื่องของชายวัยเกษียณ ที่ป่วยเป็นโรคความจำเสื่อม อาการของเขาแย่ลงทุกวัน และในเสี้ยวหนึ่งของความทรงจำที่หลงเหลือ คือ รักแรกพบอันสวยงาม เขารู้ว่าวันหนึ่งเขาจะสูญสิ้นความทรงจำนี้ไป และเขาก็เพียงอยากจะพบเธออีกสักครั้ง ก่อนที่ความทรงจำนี้จะเรือนหายไป (จี๊ดไหมล่ะ)
นอกจากทีมนักแสดงที่ข่มกันไม่ลง ทั้งรุ่นเล็ก รุ่นกลาง รุ่นใหญ่ สิ่งที่ทำให้มันดูจริงมากๆ คงเป็นวัฒนธรรมของคนในแถบนี้ (Mediterranean) ซึ่งเป็นคนพูดตรง พูดแรง ไม่อ้อมค้อม (จากประสบการณ์ตรงเพราะ ผมมีหัวหน้าเป็นคนสเปนมาก่อน) แต่ภายในอ่อนโยน ทำให้เราเข้าถึงอารมณ์ของหนังได้ไม่ยาก
อีกสิ่งหนึ่งที่ผมชอบเป็นการส่วนตัว คือเสื้อผ้า การแต่งตัว mix and match ได้เรียบ หรู โก้ เข้ากับสภาพภูมิอากาศบ้างเมืองเค้าได้เป็นอย่างดี น่าเสียดายบ้านเรา ฤดูหนาวสั้นไปหน่อย
สุดท้ายสิ่งที่ต้องยกความดีให้มากที่สุด คือ บทภาพยนต์ เป็นการอนุมานเปรียบเทียบ สิ่งที่แตกต่างกันสองขั้ว พร้อมทั้งหาจุดร่วมได้อย่างเหมาะเจาะลงตัว ไม่ว่าจะเป็น จุดร่วมระหว่าง วิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์, คนป่วยและคนสุขภาพดี หรือความแตกต่างของเทคโนโลยีระหว่างสองวัย
มีหลายฉากเลยครับที่ผมต้องย้อนกลับไปชมหลายๆรอบ (ข้อดีของ Netflix ที่โรงหนังให้ไม่ได้ก็คือ หยุดไปเข้าห้องน้ำก่อนถ้าเป็นหนังยาว และย้อนกลับไปกลับมาได้หลายๆรอบเท่าที่ต้องการ ฮาๆๆ)
โดยปกติหนังกลุ่ม road trip มักเป็นการรวมตัวกันของคนวายป่วง ออกเดินทางเพื่อค้นหาคำตอบให้กับความไม่สมบูรณ์ของชีวิต เพื่อที่จะพบว่า คำตอบนั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อม แท้จริงแล้วมันเป็นการค้นเข้าไปในเนื้อแท้ของตนเอง เพื่อที่จะยอมรับ เคารพ และให้อภัย
บางครั้ง อุปสรรค์ในชีวิตที่เปรียบเหมือนยาขม หน้าที่ของมันก็คือชูรส ให้เห็นคุณค่าในสิ่งที่เรามี และเมื่อความสำเร็จผ่านเข้ามา เราจะได้ลิ้มรสความหอมหวานได้ชัดขึ้น
ครบทุกองค์ประกอบแบบนี้ เอาคะแนน 10/10 ไปเลย