02/07/2026
ีกาน่าสนใจ 🧠
✸ #แนวฎีกาที่บิดามารดาต้องรับผิด
① ฎ. 528/2523
#สรุปหลัก แม้บิดาจะเคยห้ามปรามและเก็บลูกกุญแจรถยนต์ไว้ในที่สูง แต่เมื่อผู้เยาว์รู้ที่เก็บและเคยแอบเอารถออกไปขับ ย่อมถือว่าบิดายังไม่ได้ใช้ความระมัดระวังดูแลตามสมควรแก่วิสัยและพฤติการณ์ จึงไม่สามารถนำสืบหักล้างความรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 429 ได้ บิดาจึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของผู้เยาว์
( #ย่อสั้น)
1) แม้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบิดาจะเคยห้ามปรามจำเลยที่ 1ผู้เป็นบุตรผู้เยาว์ไม่ให้เอารถยนต์ไปใช้ และเก็บลูกกุญแจรถไว้เองโดยเก็บไว้ในที่สูงก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 รู้ที่เก็บและเคยเอารถออกไปขับ ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 รู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 ขับรถหาได้ใช้ความระมัดระวังในเรื่องนี้ตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลไม่ถือว่าจำเลยที่ 2 นำสืบพิสูจน์หักล้างความรับผิดตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 429 ไม่ได้ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1
2) การที่จำเลยที่ 1 ขับรถไปชนรถโจทก์ที่ 1 เพราะจะรีบไปซื้อเนื้อตามที่จำเลยที่ 3 ใช้ให้ไปซื้อและการไปซื้อเนื้อเพื่อทำเนื้อสะเต๊ะขายเป็นกิจการค้าของจำเลยที่ 3 ก็ตาม
3) การที่จำเลยที่ 1 ขับรถชนรถโจทก์ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ทำละเมิดในการเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 3 เพราะมิใช่กิจการที่ทำแทนตัวการต่อบุคคลที่สาม จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย
② ฎ. 1557/2523
#สรุปหลัก การที่บิดามารดาปล่อยปละละเลยให้ผู้เยาว์นำรถยนต์ในบ้านออกไปขับขี่ โดยไม่ได้ควบคุมดูแล สังเกต หรือห้ามปราม ย่อมถือว่าบิดามารดาไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลตาม ป.พ.พ. มาตรา 429 เมื่อผู้เยาว์ขับรถไปชนรถของบุคคลอื่นอันเป็นการทำละเมิด บิดามารดาจึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดนั้นด้วย
( #ย่อสั้น)
1) จำเลยที่ 1 เป็นผู้เยาว์อายุ 15 ปี นำรถยนต์ในบ้านออกมาขับขี่ไปไหนมาไหนได้โดยจำเลยที่ 2 ที่ 3 ซึ่งเป็นบิดามารดาไม่ได้ควบคุมดูแลจำเลยที่ 1 ให้ดีจำเลยที่ 1 จะขับรถยนต์ดังกล่าวสักกี่ครั้งก็ไม่ได้สังเกต
2) เช่นนี้ ถือว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรเมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถชนรถของโจทก์เสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดแก่โจทก์จำเลยที่ 2 ที่ 3 ย่อมต้องรับผิดด้วยตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 429
------
✸ แนวฎีกาที่บิดามารดา #ไม่ต้องรับผิด
① ฎ. 8138/2555
#สรุปหลัก ขณะเกิดเหตุผู้เยาว์มีอายุ 19 ปีเศษ ใกล้บรรลุนิติภาวะ ทำงานหาเลี้ยงชีพด้วยตนเอง และได้รับใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ ย่อมแสดงว่ามีวุฒิภาวะพอสมควรที่บิดามารดาจะไว้วางใจให้ขับรถจักรยานยนต์ไปทำงานได้ เมื่อไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าผู้เยาว์เคยขับรถก่อความเดือดร้อนรำคาญหรือเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนบ่อยครั้งอันเป็นเหตุให้ต้องทักท้วงท้วงติง ย่อมถือว่าบิดามารดาได้ใช้ความระมัดระวังดูแลผู้เยาว์ตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลแล้ว บิดามารดาจึงได้รับข้อยกเว้นไม่ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของผู้เยาว์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 429
( #ย่อสั้น)
1) ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 มีอายุ 19 ปีเศษ ใกล้บรรลุนิติภาวะ แม้จะยังเป็นผู้เยาว์และต้องอยู่ในความปกครองดูแลของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบิดามารดาตามกฎหมายก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ก็ทำงานหาเลี้ยงชีพด้วยตนเองไม่เป็นภาระแก่บิดามารดา
2) การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ก็เนื่องมาจากต้องใช้เป็นพาหนะในการเดินทางไปทำงาน ทั้งจำเลยที่ 1 ได้รับใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีวุฒิภาวะพอสมควรที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะไว้วางใจจำเลยที่ 1 ในการดำรงชีวิตในสังคมที่จะไม่ก่อความเดือดร้อนเสียหายแก่ผู้อื่น
3) นอกจากนี้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยขับรถจักรยานยนต์ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่น หรือเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนอยู่เสมอ อันจะทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ควรต้องทักท้วงหรือห้ามปรามมิให้จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์อีกจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ เช่นนี้ถือได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ใช้ความระมัดระวังดูแลจำเลยที่ 1 ตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่นั้นแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์
② ฎ. 2732/2528
#สรุปหลัก การที่ผู้เยาว์ขอยืมรถยนต์ของโจทก์ไปใช้จนเกิดความเสียหาย โดยบิดามารดามิได้รู้เห็นด้วย และโจทก์ให้ยืมโดยมิได้บอกกล่าว ทำให้บิดามารดาไม่มีโอกาสทักท้วงหรือห้ามปราม ย่อมถือเป็นกรณีสุดวิสัยที่บิดามารดาจะใช้ความระมัดระวังดูแลผู้เยาว์ตามสมควรแก่หน้าที่ดูแล บิดามารดาจึงได้รับข้อยกเว้นไม่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 429
( #ย่อสั้น)
1) การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรผู้เยาว์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขอยืมรถยนต์ของโจทก์ไปใช้และเกิดความเสียหายโดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบิดามารดามิได้รู้เห็นด้วย
2) และโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ยืมโดยมิได้บอกกล่าวจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีโอกาสทักท้วงโจทก์และห้ามปรามจำเลยที่ 1 จึงเป็นการสุดวิสัยที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบิดามารดาจะใช้ความระมัดระวังดูแลจำเลยที่ 1 ตามสมควรแก่หน้าที่
3) จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์
③ ฎ. 2118/2540
#สรุปหลัก การที่ผู้เยาว์เดินทางไปเที่ยวสถานบันเทิงแล้วอาสาขับรถยนต์ของบุคคลอื่นกลับในเวลาวิกาลแทนผู้ขับขี่เดิม โดยบิดามารดามิได้ใช้ให้ไปกระทำหรือรู้เห็นยินยอม ถือเป็นกรณีสุดวิสัยที่บิดามารดาจะรู้เห็นและทักท้วงได้ ย่อมรับฟังได้ว่าบิดามารดาได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลแล้ว บิดามารดาจึงไม่ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของผู้เยาว์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 429
หลังเกิดเหตุละเมิด การที่บิดาในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมได้ทำข้อตกลงยินยอมชดใช้ค่าเสียหายต่อหน้าพนักงานสอบสวน บันทึกข้อตกลงดังกล่าวย่อมผูกพันบิดาให้ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายตามสัญญา ส่วนมารดาที่มิได้ร่วมตกลงยินยอมด้วย ย่อมไม่มีความผูกพันตามกฎหมายที่จะต้องร่วมรับผิดชำระค่าเสียหายนั้นด้วย
( #ย่อสั้น)
1) จำเลยร่วมบุตรโจทก์นำรถยนต์ของโจทก์พาเพื่อน ๆ ไปเที่ยวสถานบันเทิงโดยจำเลยร่วมให้ ฉ. เป็นผู้ขับไปยังสถานบันเทิง ครั้นเลิกจากเที่ยวเมื่อเวลา 3 นาฬิกาของวันใหม่เปลี่ยนให้จำเลยที่ 1 ขับกลับจากสถานบันเทิงแล้วเกิดเหตุ
2) การที่จำเลยที่ 1 ออกจากบ้านไปเที่ยวและที่จำเลยร่วมยอมให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ของโจทก์พาจำเลยร่วมกับเพื่อน ๆ กลับจากเที่ยวสถานบันเทิงไม่มีพฤติการณ์ใดที่ส่อให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 จะต้องไปทำหน้าที่ขับรถยนต์ของโจทก์แทน ฉ. การที่จำเลยที่ 1 อาสาขับรถยนต์โจทก์ตอนขากลับต้องถือว่าเป็นการสุดวิสัยของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบิดามารดาจะรู้เห็นได้ ถือว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่ในขณะนั้นแล้ว เพราะไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ใช้ให้ไปกระทำหรือรู้แล้วยังยอมให้กระทำ
3) ดังนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการละเมิดของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 429 แต่หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ในฐานะบิดาผู้แทนโดยชอบธรรมของจำเลยที่ 1 ได้ตกลงต่อหน้าพนักงานสอบสวนยินยอมชดใช้ค่าเสียหายในการละเมิดของจำเลยที่ 1 ข้อตกลงดังกล่าวจึงผูกพันจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 มิได้ตกลงยินยอมชดใช้ค่าเสียหายแต่อย่างใด จึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 3
🤍