Krua Kafe' Premium

Krua Kafe' Premium Coffee shop which serve not only coffee, we provide variety choice of beverages and bakery too. ^^

27/05/2017
14/04/2017

รถไฟเป็นของท่านโปรดช่วยกันรักษาความสะอาด
และกรุณาทิ้งขยะในภาชนะหรือถุงดำที่จัดไว้ให้

ขอบคุณภาพจาก เจมส์ ซ่าร์

09/04/2017

พระตำหนักสวนจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เดิมเป็นทุ่งส้มป่อย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้เงินพระคลังข้างที่ซื้อที่ดิน 157,920 ตารางวา (ประมาณ 395 ไร่) เพื่อทรงสร้างพระตำหนักเพื่อใช้เป็นที่รโหฐาน ไว้ทรงพระอักษร แล้วเสร็จในวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ.2456 ในปัจจุบัน นอกจากจะเป็นที่ประทับถาวรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถแล้ว ยังมีหน่วยงานต่างๆมากมายตั้งอยู่ภายใน อาทิ กรมราชองครักษ์ กองราชเลขานุการในพระองค์ฯ อาคารชัยพัฒนา โรงเรียนจิตรลดา แพทย์หลวงสวนจิตรลดา โครงการปลูกป่า โรงฝึกศิลปาชีพสวนจิตรลดา สวนดุสิดาลัย โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ฯลฯ

โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ทรงตั้งขึ้นเพื่อเป็นโครงการทดลองหาวิธีแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับงานด้านเกษตรกรรม ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2504 เป็นโครงการตัวอย่างที่พระองค์ทรงตั้งพระทัยให้ผู้สนใจเข้ามาศึกษาและสามารถนำไปปฎิบัติเองได้ แต่ละปีมีผู้เช้ามาศึกษาดูงานเกือบ 20000 คน และดำเนินงานโดยไม่หวังผลตอบแทนเชิงธุรกิจและกึ่งธุรกิจ มีนาข้าวทดลอง โครงการปลานิล ผลิตกระดาษสา ฟาร์มโคนม แปลงสาธิต ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังลม และแสงอาทิตย์ โรงหล่อเทียนหลวงและโครงการอื่นๆ มีผลผลิตออกมาสู่ตลาดหลายอย่างภายใต้ยี่ห้อ “จิตรลดา” อาทิ นม น้ำผลไม้ นมเม็ด และสินค้าอื่นๆ
#ถวายอาลัยรัชกาลที่๙ เสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ตราบนิรันดร
******* ****** ******
#ชีวอโรคยา ขอบคุณภาพจาก เนชั่น

18/03/2017
04/03/2017

ตอนที่ 1 .... #ว่าด้วยประวัติและความเป็นมาของพระเมรุมาศคติความเชื่อ

พระเมรุมาศ และพระเมรุ คือ สถาปัตยกรรมชั่วคราว หรือสถาปัตยกรรมเฉพาะกิจที่สร้างขึ้น ณ กลางใจเมือง เป็นพระเมรุขนาดสูงใหญ่ มีลักษณะเป็น "กุฎาคาร หรือ เรือนยอด" คือเรือนซึ่งหลังคาต่อเป็นยอดแหลม โดยในอดีตนิยมสร้างเป็นแบบ ยอดปรางค์ อาจมีพรหมพักตร์หรือไม่มีก็ได้

พระเมรุมาศ เป็นพระเมรุขนาดสูงใหญ่ ใช้ในพระราชพิธีพระบรมศพ พระมหากษัตริย์ พระอัครมเหสี พระบรมราชินี พระราชชนนี พระบวรราชเจ้า พระยุพราช สำหรับการตายที่ใช้ราชาศัพท์ว่าสวรรคต ภายในพระเมรุมาศมี “พระเมรุทอง” ลักษณะของพระเมรุมาศที่ปรากฏการสร้างมี 2 รูปแบบคือพระเมรุมาศทรงปราสาท ที่สร้างมาแต่โบราณ มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร และพระเมรุมาศทรงบุษบก ส่วนพระเมรุ เช่นเดียวกับพระเมรุมาศ แต่มีขนาดเล็กลง และไม่มีพระเมรุทองภายใน ใช้สำหรับราชวงศ์ที่ทรงฐานานุศักดิ์ใช้ราชาศัพท์ว่า “ทิวงคต” หรือ “สิ้นพระชนม์”

การออกแบบสถาปัตยกรรมพระเมรุมาศ พระเมรุ ต้องอาศัยการสร้างสรรค์ออกแบบจากผู้รอบรู้เจนจบงานศิลปกรรมของชาติ ช่างที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้จากครูบาอาจารย์ทั้งงานออกแบบรูปลักษณ์ ก่อสร้างอาคาร การคิดลวดลายขึ้นประดิษฐ์ตกแต่งทุกส่วนให้เข้ากับอาคาร โดยมีหลักเกณฑ์ที่คำนึงถึงว่าพระเมรุมาศของพระองค์ใด ที่แสดงลักษณะของพระองค์นั้น

ภายหลังจากการถวายพระเพลิงแล้ว ชิ้นส่วนประกอบต่าง ๆ ของพระเมรุที่ถูกรื้อถอนบางส่วนจะนำไปถวายวัด เพื่อเป็นการกุศลแด่ผู้วายชนม์

#ความหมายและคติความเชื่อ

เมรุ ตามความหมายใน พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง "ภูเขากลางจักรวาล มียอดเป็นที่ตั้งแห่งเมืองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งเป็นที่ประทับของพระอินทร์" ซึ่งมีอีกความหมายคือ "เป็นที่เผาศพมีหลังคาเป็นยอด มีรั้วล้อมรอบ สำหรับพระมหากษัตริย์ เรียกว่า พระเมรุมาศ สำหรับพระบรมวงศานุวงศ์เรียกว่า พระเมรุ และสำหรับสามัญชนเรียกว่า เมรุ" สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงวินิจฉัยในสาส์นสมเด็จ 3 มี.ค. 2476 ไว้ว่า "เมรุ เห็นจะได้ชื่อ (จากการ) ปลูกปราสาทอันสูงใหญ่ท่ามกลางปลูกปราสาทน้อยขึ้นตามมุมทุกทิศ มีโขลนทวาร (โคปุระ) ชักระเบียงเชื่อมถึงกัน ปัก ราชวัติล้อมเป็นชั้นๆ มีลักษณะดุจเขาพระสุเมรุ ตั้งอยู่ท่ามกลางมีสัตบริภัณฑ์ล้อม จึงเรียกว่า พระเมรุ ทีหลังทำย่อลง ไม่มีอะไรล้อม เหลือแต่ยอดแหลมๆ ก็คงเรียกว่า เมรุ"

จากหนังสือ "พระเมรุมาศ พระเมรุ และเมรุสมัยรัตนโกสินทร์" ของ ศ.น.อ.สมภพ ภิรมย์ อธิบายไว้ว่า ในความเชื่อแบบพราหมณ์ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมติเทพ ซึ่งสถิตบนเขาพระสุเมรุ อันล้อมรอบด้วยเขาสัตบริภัณฑ์ และเมื่อจุติลงมายังมนุษยโลกเป็นสมมติเทพ เมื่อสวรรคตจึงตั้งพระบรมศพบนพระเมรุมาศ หรือพระเมรุ เพื่อเป็นการส่งพระศพ พระวิญญาณกลับสู่เขาสุเมรุดังเดิม[3] นาวาอากาศเอกอาวุธ เงินชูกลิ่น อธิบายความเชื่อเรื่องเขาพระสุเมรุในวารสารอาสาไว้ว่า "เขาพระสุเมรุซึ่งเป็นที่สถิตย์ของเทพยดาทั้งหลาย เมื่อเรามีคติความเชื่อว่า คนที่ตายแล้วจะกลับไปสู่สวรรค์ ... ความเชื่อเรื่องเขาพระสุเมรุมีพูดถึงในไตรภูมิ เป็นเรื่องของภูมิจักรวาลซึ่งเป็นความเชื่อในพุทธศาสนามีลักษณะเป็นที่อยู่ของเทวดา ตีนเขาเป็นป่าหิมพานต์" ทั้งนี้จากความคิดเรื่องนี้จึงได้จำลองพระเมรุมาศ พระเมรุ เป็นเสมือนเขาพระสุเมรุและสัตบริภัณฑ์เพื่อส่งเสด็จสู่ทิพยพิมาน โดยสถานที่ประกอบพิธีเดิมนั้นมักเรียกกันว่า ทุ่งพระเมรุ ซึ่งปัจจุบันคือ ท้องสนามหลวง

ทั้งนี้การจัดพระราชพิธีถวายพระเพลิงสร้างพระเมรุมาศ เป็นราชประเพณีที่แฝงคติการเมืองไว้อย่างชัดเจน กล่าวคือ เป็นการถวายพระเกียรติยศที่พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ถวายแด่พระมหากษัตริย์ที่เสด็จสวรรคตล่วงแล้ว ยังเป็นการประกาศความมั่นคงของบ้านเมือง ด้วยเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแผ่นดินใหม่ โดยแสดงพระบรมเดชานุภาพให้เห็นว่า จะทรงปกครองแผ่นดินให้ผาสุกร่มเย็น

ประวัติ

#สมัยสุโขทัย

จากหลักฐานที่ค้นพบเกี่ยวกับการพิธีพระบรมศพที่เก่าแก่ที่สุดอยู่ในคัมภีร์ไตรภูมิกถา หรือไตรภูมิพระร่วง พระราชนิพนธ์ในพระมหาธรรมราชาที่ 1 (พญาลิไทย) แห่งกรุงสุโขทัย ที่ทรงประพันธ์ขึ้นราวปี พ.ศ. 1888 ได้พรรณนาเกี่ยวกับการจัดพระศพพระยามหาจักรพรรดิราช

#สมัยอยุธยา

ในสมัยอยุธยา พิธีพระบรมศพเป็นพิธีกรรมที่ยิ่งใหญ่ของบ้านเมือง มีแบบแผนถือปฏิบัติอย่างมีระเบียบ ความสำคัญของการจัดพระราชพิธีถวายพระเพลิงสร้างพระเมรุมาศนั้น เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติยศที่พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ถวายแด่พระมหากษัตริย์ที่สวรรคตล่วงแล้ว โดยพิจารณาพระเดชานุภาพในการสร้างพระเมรุมาศ

สันนิษฐานว่าการสร้างพระเมรุมาศสมัยอยุธยาตอนต้น ๆ น่าจะนำคติการสร้างมาจากปราสาทขอมเป็นแบบแผน มีการปรับปรุงแบบแผนจนมีรูปแบบศิลปะไทยในยุคหลังๆ แสดงงานศิลปกรรมแบบอยุธยาอย่างสมบูรณ์

หลักฐานไม่ปรากฏชัดเจน ในสมัยอยุธยามีการบันทึกการสร้างพระเมรุมาศของสมเด็จพระนเรศวรในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถแห่งกรุงศรีอยุธยา ว่า “…แต่พระบรมศพสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง และสร้างเมรุมาศสูงเส้นสิบเจ็ดวา ประดับด้วยเมรุทิศ เมรุราย ราชวัติ ฉัตรนาคฉัตรเบญจรงค์เสร็จ ก็อัญเชิญพระบรมศพเสด็จเหนือกฤษฎาธาร” ซึ่งมีขนาดใหญ่โตมโหฬารมาก และยังปรากฏหลักฐานพระเมรุมาศสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตามจดหมายเหตุและพระราชพงศาวดาร ว่ามีความสูงถึงสองเส้น และมีปริมณฑลกว้างใหญ่ไพศาลมาก กล่าวไว้ว่า “พระเมรุมาศ...โดยขนาดใหญ่ ชื่อ 7 วา 2 ศอก โดยลง 2 เส้น 11 วา ศอกคืบ มียอด 5 ภายในพระเมรุทองนั้น ประกอบด้วยเครื่องสรรพโสภณวิจิตรต่างๆ สรรพด้วยพระเมรุทิศพระเมรุราย แลสามสร้าง” ซึ่งมีความสูงกว่าพระเมรุมาศสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ถึง 5 วาเศษ[8] และว่ากันว่าพระเมรุมาศในสมัยอยุธยามีความยิ่งใหญ่มาก ยอดพระเมรุสูงทัดเทียมตึกเจ็ดชั้นสมัยปัจจุบัน

หลักฐานเกี่ยวกับพระเมรุในยุคแรก พบได้จากวัดไชยวัฒนาราม ที่เป็นต้นแบบพระเมรุมาศ สมัยพระเจ้าปราสาททอง พระปรางค์ ที่เชื่อว่าพระเจ้าปราสาททองโปรดให้ลอกแบบมาจากศูนย์กลางของปราสาทนครวัด เป็นต้นแบบที่มาของพระเมรุมาศ ที่มีเจดีย์ทำเป็นเมรุราย และเมรุทิศ รูปแบบการสร้างวัดรวมทั้งการสร้างพระระเบียงรอบนี้ เป็นแนวความคิดจากคติการสร้างเขาพระสุเมรุเป็นแกนกลางของจักรวาล ที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะเขมร สร้างเลียนแบบจำลองเขาพระสุเมรุ ของนครวัด หรือ "วิษณุโลก" ที่เชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของจักรวาล

อีกร่องรอยของงานพระเมรุ คือ ลานหน้าจักรวรรดิ (ทุ่งพระเมรุ) พระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์ และพระราชวังโบราณของเมืองกรุงเก่า ที่สมเด็จพระเจ้าปราสาททองโปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างพระเมรุมาศที่ตำแหน่งทางใต้พระวิหารพระมงคลบพิตร และมีพระราชพิธีบริเวณสนามหน้าจักรวรรดิโดยอัญเชิญพระศพมาทางชลมารค มีขบวนแห่ไปตั้งพระศพไว้ที่พระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์ และประดิษฐานพระบรมศพ ที่พระที่นั่งสุริยามรินทร์ เช่นเดียวกับพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และสันนิษฐานว่าลานหน้าพระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์ หรือสนามหน้าจักรวรรดิ เป็นถนนที่มีขบวนแห่พระบรมศพจะผ่านพระที่นั่งสุริยามรินทร์ ผ่านสนามชัย และพระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์ ซึ่งเรียกว่า "ทุ่งพระเมรุ"

ในปลายกรุงศรีอยุธยา ยังมีจดหมายเหตุอีก 2 เรื่อง คือ งานพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระซึ่งพรรณนาเฉพาะตอนถวายพระเพลิงแห่พระบรมอัฐิและพระอังคาร และเรื่องงานพระเมรุมาศสมเด็จเจ้าฟ้าสุดาวดี กรมหลวงโยธาเทพ ซึ่งในการจัดงานพระเมรุมาศส่วนใหญ่ของกรุงศรีอยุธยาจะมีลักษณะเป็นการปลูกสร้างพระเมรุขนาดใหญ่ มีพระเมรุทองซึ่งเป็นลักษณะแบบบุษบกอยู่ภายใน พระเมรุนิยมทำเป็น 5 ยอด ในเวลาอัญเชิญพระโกศพระบรมศพ จะอัญเชิญไปบนพระมหาพิชัยราชรถ ขบวนแห่อย่างยิ่งใหญ่ประกอบดนตรี อาจจะมีนางรำ นางร้องไห้ ระหว่างนั้นจะมีการทิ้งทานต้นกัลปพฤกษ์ เมื่ออัญเชิญขึ้นพระเมรุแล้ว มีการสมโภชอีก 7 วัน ทั้งมหรสพ ดอกไม้เพลิง และนิมนต์พระสงฆ์สดับปกรณ์หนึ่งหมื่นรูป หลังครบ 7 วัน 7 คืน จึงมีการถวายพระเพลิง เก็บพระอัฐิธาตุลงพระบรมโกศ อัญเชิญไปไว้ที่วัดพระศรีสรรเพชญ์

#สมัยกรุงธนบุรี

ในสมัยกรุงธนบุรี ไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้จัดงานพระเมรุ งานพระศพชั้นสูงมีเพียงแต่งาน.........

ติดตามต่อตอนที่ 2 พระเมรุมาศ
----------------------------------------

ขอบคุณข้อมูลจาก: วิกิพีเดีย

04/03/2017

ต่อ ตอนที่ 2

#สมัยกรุงธนบุรี

ในสมัยกรุงธนบุรี ไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้จัดงานพระเมรุ งานพระศพชั้นสูงมีเพียงแต่งานพระศพกรมพระเทพามาตย์ พระราชชนนี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งระบุไว้ว่ามีเพียงการจัดทำพระเมรุพระราชทานเพลิงและแห่พระอังคาร ซึ่งอาจเนื่องมาจากอยู่ในภาวะยามศึกสงคราม

#สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น รัชกาลที่ 1 - 4

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ในยุคแรก บ้านเมืองยังคงอยู่ในภาวะศึกสงคราม จึงมิได้สร้างพระเมรุมาศสูงใหญ่เทียบเท่าพระเมรุมาศสมัยกรุงศรีอยุธยา ระหว่างรัชกาลที่ 1 - 4 พระเมรุมาศเริ่มเป็นทรงปราสาท พระเมรุมาศองค์แรกที่สร้างในสมัยรัตนโกสินทร์คือ พระเมรุมาศถวายพระเพลิงพระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โดยโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเพื่อถวายพระเพลิงพระบรมอัฐิถวายพระราชบิดาหลังจากบ้านเมืองสงบศึก โดยทรงอนุสรณ์คำนึงว่า พระราชบิดาสิ้นพระชนม์ในระหว่างภาวะสงครามโดยมิได้ประทับร่วมกัน และเพื่อสนองพระคุณ จึงมีพระราชดำริจะบำเพ็ญพระราชกุศลถวาย และยังมีการจัดงานพระศพเจ้านายสำคัญหลายพระองค์คือ งานพระศพ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ส่วนการพระราชพิธีในงาน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกยึดหลักอย่างประเพณีอย่างครั้งกรุงศรีอยุธยา เพื่อฟื้นฟูประเพณีให้กลับรุ่งเรืองสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ประชาชนและเป็นเกียรติยศแก่บ้านเมือง และยังมีการประดิษฐ์สิ่งใหม่ขึ้นคือ การประดิษฐ์เกรินบันไดนาค สำหรับเชิญพระโกศ คิดค้นโดยเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี

ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น จะยึดหลักการสร้างแบบพระเมรุมาศตามตำราโบราณราชประเพณีครั้งกรุงเก่าทุกประการ คือ ทำเป็นพระเมรุอย่างใหญ่ มีตัวพระเมรุ 2 ชั้นต่างไปอยู่ภายในพระเมรุชั้นนอกที่ทำเป็นพระเมรุยอดปรางค์หรือยอดรูปดอกข้าวโพด ส่วนใหญ่เป็นไปตามแบบแผนมีต่างกันไปในรายละเอียดเรื่องการออกแบบตามฝีมือช่าง สำหรับพระเมรุมาศพระบรมศพรัชกาลที่ 4 ถือได้ว่า เป็นพระเมรุมาศสุดท้ายที่ทำตามแบบโบราณราชประเพณี แต่พระเมรุใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมียอดเรือนเพียง 5 ยอด ต่างจากแบบเดิมที่มีเรือนยอด 9 ยอด จึงเป็นที่น่าสังเกตว่าสัญลักษณ์ที่สมบูรณ์อันเป็นแบบแผนในฐานะความเป็นเอกแห่งศูนย์กลางจักรวาลที่ถ่ายทอดออกมาเป็นพระเมรุยอดปรางค์ 9 ยอด ตามแบบอยุธยาได้ยุติลง และกลายเป็นว่ารูปแบบ พระเมรุโท ที่เป็นปรางค์ 5 ยอดตามแบบแผนอยุธยา กลับทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ความเป็นพระเมรุเอก สำหรับกษัตริย์ในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น

#สมัยรัชกาลที่ 5 - 8

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา ลักษณะของพระเมรุมาศเป็นเพียงพระเมรุชั้นเดียว ได้ถอดเอาพระเมรใหญ่ ซึ่งเป็นพระเมรุทรงปรางค์ที่คลุมอยู่ภายนอกออกไป คงไว้เพียงพระเมรุทอง ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า พระเมรุมาศ และในสมัยนั้นประเทศไทยได้ติดต่อกับต่างประเทศ รับวัฒนธรรมจากภายนอก ทั้งชาวไทยปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมบางอย่างให้สอดคล้องตามสมัย การสร้างพระเมรุมาศทรงปราสาท ซึ่งเป็นงานใหญ่โต ทรงเห็นว่าการสร้างแบบเดิมเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินและเป็นที่เดือดร้อนแก่ประชาชนทั่วไป จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงให้มีขนาดเล็กลงและประหยัดขึ้น โดยมีพระราชดำรัสสั่งห้ามความว่า

"แต่ก่อนมา ถ้าพระเจ้าแผ่นดินสวรรคตลง ก็ต้องปลูกเมรุใหญ่ซึ่งคนไม่เคยเห็น แล้วจะนึกเดาไม่ถูกว่าใหญ่โตเพียงใด เปลืองทั้งแรงคน เปลืองทั้งพระราชทรัพย์ ถ้าจะทำในเวลานี้ก็ดูไม่สมควรกับการที่เปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง ไม่เป็นเกียรติยืนยาวไปได้เท่าใด ไม่เป็นประโยชน์แก่คนทั้งปวง กลับเป็นความเดือดร้อน ถ้าเป็นการศพของผู้มีพระคุณ หรือผู้มีบรรดาศักดิ์อันควรจะได้เป็นเกียรติยศ ฉันก็ไม่อาจจะลดทอนด้วยเกรงว่าคนจะไม่เข้าใจว่า เพราะฉะนั้นประพฤติไม่ดีอย่างหนึ่งอย่างใด จึงไม่ทำการศพให้สมเกียรติยศซึ่งสมควรจะได้ เมื่อถึงตัวฉันเองแล้ว เห็นว่าไม่มีข้อขัดข้องอันใด เป็นข้อคำที่จะพูดได้ถนัด จึงขอให้ยกเลิกงานพระเมรุใหญ่นั้นเสีย ปลูกแต่ที่เผาพอควร ในท้องสนามหลวง แล้วแต่จะเห็นสมควรกันต่อไป..."

อีกทั้งยกเลิกประเพณี ที่ราษฎรทั่วราชอาณาจักรจะต้องโกนหัวไว้ทุกข์ อันเป็นการไม่เหมาะสมต่อยุคสมัยอีกต่อไป จึงโปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกเสีย เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต รัชกาลที่ 6 จึงได้สนองพระราชประสงค์ทุกประการและได้ยึดถือกันเป็นประเพณีปฏิบัติสืบต่อมาถึงปัจจุบัน

อันเนื่องจากพระเมรุมาศทรงบุษบกเป็นพระเมรุมาศของพระมหากษัตริย์เท่านั้น สำหรับพระเมรุมาศของพระบรมราชินี และพระบรมวงศ์ชั้นสูงคงสร้างเป็นพระเมรุมาศทรงปราสาทสืบต่อมา แต่ลดรูปแบบ เป็นเครื่องยอดต่างๆ เช่น ยอดปรางค์ ยอดมงกุฏ ยอดมณฑป ยอดฉัตร โดยไม่มีพระเมรุภายใน

ในบางกรณีที่เจ้านาย พระราชวงศ์ชั้นสูงและผู้ใหญ่ สิ้นพระชนม์ในเวลาที่ใกล้เคียงกัน บางพระองค์มีพระอิสริยยศฐานันดรศักดิ์เท่าเทียมกัน อีกทั้งการสร้างพระเมรุมาศ หรือพระเมรุแต่ละครั้งมีขั้นตอน การตระเตรียมยุ่งยากหลายประการ จึงมีการอนุโลมโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบการถวายพระเพลิงบนพระเมรุเดียวกันบ้าง หรือให้สร้างพระเมรุน้อยอยู่ใกล้พระเมรุใหญ่ หรือมีเมรุบริวารอยู่ในปริมณฑล ในงานพระราชพิธีเดียวกัน อาจเรียกงานออกเมรุนี้ว่า เมรุตามเสด็จ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกและพระองค์เดียวในปัจจุบันที่ทรงมีพระราชพินัยกรรมให้จัดการพระบรมศพโดยทรงให้เปลี่ยนการเคลื่อนขบวนพระบรมศพดังพระราชพินัยกรรมในข้อที่ 11 ว่า ในการแห่พระบรมศพ ตั้งแต่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทไปถึงวัดพระเชตุพน ให้ใช้พระยานมาศตามประเพณี จากวัดพระเชตุพนไปพระเมรุ ขอให้จัดรถเสียใหม่เป็นรถปืนใหญ่บรรทุกพระบรมศพ เพรข้าพเจ้าเป็นทหาร อยากจะใคร่เดินทางในระยะที่สุดนี้อย่างทหาร แต่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้ใช้ราชรถเคลื่อนพระบรมศพตามราชประเพณี แต่ให้ใช้ราชรถปืนใหญ่ขณะเวีศพสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ ที่พระราชทานเพลิงที่วัดเทพศิรินทราวาสทั้งที่ต้องตั้งพระเมรุที่ท้องสนามหลวง หรือพระเมรุสมเด็จพระราชปิตุจฉาเจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ที่สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าต้องทรงจ่ายค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยที่รัฐบาลไม่ได้ออกเงิน และใช้พระเมรุพื้นฐาน ก ข เช่นเดียวกับงานกรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ สำหรับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตในต่างประเทศ จึงมิได้มีการจัดพระราชพิธีถวายพระเพลิงตามโบราณราชประเพณี เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลสวรรคตจึงได้จัดการถวายพระเพลิงพระบรมศพโดยใช้เวลาสร้างพระเมรุมาศนานถึง 3 ปี หลังจากการถวายพระเพลิงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชโปรดให้ใช้พระเมรุมาศนี้ในงานถวายพระเพลิงพระศพพระบรมวงศานุวงศ์อีก 4 พระองค์คือ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต, สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์ และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประภาพรรณพิไลย โดยใช้การถอดนพปฎลมหาเศวตฉัตรออกจากยอดพระเมรุมาศ

#ปัจจุบัน

มื่อปี พ.ศ. 2527 เมื่อสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 เสด็จสวรรคต จึงได้มีการจัดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพขึ้น โดยพระเมรุมาศออกแบบโดยอาจารย์ประเวศ ลิมปรังษี เป็นทรงปราสาทแบบจัตุรมุข ยอดทรงมณฑปประกอบด้วยพระพรหมพักตร์ ยอดบนสุดประดิษฐานสัปตปฎลเศวตฉัตร มีพระนามาภิไธยย่อ รพ ที่หน้าบันทั้ง 4 ด้าน ตัวอาคารประกอบด้วยชั้นฐานทักษิณ ส่วนหลังคาองค์พระเมรุมาศประกอบมุขทิศ การออกแบบโดยการยึดแบบพระเมรุมาศถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง แล้วมาปรับแบบให้เข้ากับพระราชบุคลิกในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ซึ่งมีลักษณะ สง่า นิ่มนวล จับตาจับใจ ล่วงมาในปี พ.ศ. 2538 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเสด็จสวรรคต พระเมรุมาศได้จัดสร้างโดยกรมศิลปากร ณ ท้องสนามหลวง พระเมรุทรงปราสาทจัตุรมุขย่อมุมไม้สิบสองยอดเกี้ยว ยอดสุดปักสัปตปฎลเศวตฉัตร มีพระนามาภิไธยย่อ สว ที่หน้าบันทั้ง 4 ด้าน หลังคามุขซ้อน 3 ชั้น ช่อฟ้าใบระกาเป็นลายซ้อนไม้ ในการก่อสร้างครั้งนั้นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานพระวินิจฉัยให้ใช้วัสดุเรซินในการตกแต่งพระเมรุบางส่วนเพื่อความรวดเร็วและลดปริมาณไม้ งบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างพระเมรุ นั้นประมาณ 120 ล้านบาท

เมื่อสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์สิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. 2551 มี น.อ.อาวุธ เงินชูกลิ่น(ยศในขณะนั้น) อดีตอธิบดีกรมศิลปากรเป็นประธานคณะทำงานการออกแบบพระเมรุ การออกแบบได้ยึดเค้าโครงพระเมรุมาศของสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ในรัชกาลที่ 5 มาเป็นต้นแบบโดยออกแบบรูปแบบยอดทรงปราสาท ยอดชั้นเชิงกลอน 5 ชั้น ต่อยอดด้วยชั้นบัวคลุ่มจนถึงปลายยอดประดับฉัตร 7 ชั้น มีตราพระนามย่อ กว ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ที่หน้าบันทั้ง 4 ด้าน โดยยึดแนวความคิดจำลองรูปเขาพระสุเมรุและสะท้อนพระอุปนิสัยและพระจริยวัตรที่นุ่มนวลสง่างามของพระองค์ไว้ในองค์ประกอบพระเมรุ ทางด้านวิศวกรรมนำแนวคิดการออกแบบลิฟต์เป็นทางเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปประกอบพระราชพิธีบนพระเมรุ อันเนื่องจากความชันบันไดไปยังพระเมรุ ถือเป็นครั้งแรกที่ติดตั้งระบบลิฟต์ งบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างประมาณ 150-200 ล้านบาท

เมื่อสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดีสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. 2554 มีการจัดสร้างพระเมรุในการพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ โดยมีพลอากาศตรีอาวุธ เงินชูกลิ่น อดีตอธิบดีกรมศิลปากรเป็นประธานคณะทำงานการออกแบบพระเมรุ ในงานก่อสร้างพระเมรุครั้งนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีมีพระราชวินิจฉัยให้ยึดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์เป็นต้นแบบ เป็นอาคารทรงปราสาทยอดมณฑป เรียกว่าทรงมณฑปแปลง หลังคาจัตุรมุขซ้อน 2 ชั้น สร้างขึ้นบนฐานชาลาใหญ่ จากฐานชาลาจนถึงยอดฉัตรสูง 35.59 เมตร มุขหน้าทิศตะวันตกเป็นทางเสด็จพระราชดำเนิน มุขด้านทิศเหนือมีสะพานเกรินสำหรับอัญเชิญพระโกศขึ้นประดิษฐานเหนือพระจิตกาธานภายในพระเมรุ มุขหลังด้านทิศตะวันออกเป็นพื้นที่วางเตาเผาพระศพ บริเวณฐานชาลาทุกด้านมีบันไดทางขึ้นลง รายล้อมด้วยรั้วราชวัติ ฉัตร โคม และเทวดาอัญเชิญฉัตรประกอบพระอิสริยยศ เครื่องยอดพระเมรุ เป็นทรงมณฑปมีชั้นเชิงกลอน 5 ชั้นแต่ละชั้นมีซุ้มบันแถลงซ้อน 2 ชั้น มุมหลังคามีนาคปัก ส่วนบนเป็นองค์ระฆังรับบัลลังก์ เหนือบัลลังก์เป็นชุดบัวคลุ่ม 5 ชั้น ปลียอดแบ่งเป็น 2 ส่วน คั่นด้วยลูกแก้ว บนยอดมีเม็ดน้ำค้าง เหนือสุดปักสัปตปฎลเศวตฉัตร หน้าบันทั้ง 4 ด้าน ประดับอักษรพระนาม พร โครงสีของพระเมรุโดยรวมเป็นสีทองและสีชมพู ตามสีวันประสูติ คือวันอังคาร งบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างประมาณ 260 ล้านบาท

เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชสวรรคต กรมศิลปากรได้ออกแบบพระเมรุมาศโดยเป็นทรงบุษบก 9 ยอด ตามโบราณราชประเพณีที่พระมหากษัตริย์จะใช้พระเมรุทรงบุษบกเท่านั้น ในการนี้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร (พระราชอิสสริยยศในขณะนั้น) โปรดให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์ประธานที่ปรึกษาในการจัดสร้างพระเมรุมาศ โดยพระเมรุมาศครั้งนี้จะมีความสูงถึง 50.49 เมตร ใช้พื้นที่เกินเครึ่งของท้องสนามหลวง และมีการจัดสร้างพระโกศจันทน์และรูปปั้นประดับพระเมรุมาศ

ติดตามต่อตอนที่ 3 พระเมรุมาศ
----------------------------------------

ขอบคุณข้อมูลจาก: วิกิพีเดีย

02/03/2017
02/03/2017

อุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโอกินาวาในเดือนมีนาคมจะอยู่ที่ 19℃ สำหรับในช่วงต้นเดือนจะยังคงหลงเหลือความเป็นฤดูหนาวอยู่เล็กน้อย แต่ในแต่ละวันสภาพอากาศก็จะเริ่มอบอุ่นขึ้น ส่วนในตอนกลางคืนอากาศจะหนาวลงเล็กน้อย ถ้ามีเสื้อแขนยาวสวมคลุมทับเอาไว้ก็จะสบายยิ่งขึ้นครับ ^^

http://th.visitokinawa.jp/tourist_information/climate/ (ภาษาไทย)

16/02/2017

วีรสตรีโลกจารึก....ถนนวิภาวดีรังสิต ชื่อนี้มีที่มา

( ใต้โพสต์มีภาพและเรื่องราวต่างๆ)

พระองค์หญิงได้รับสั่งกับหลวงพ่อฤษีลิงดำ และหลวงปู่ครูบาธรรมชัย ผู้ร่วมเดินทางไปในวันนั้นว่า...

"...ร้อน หิวน้ำ ขอกินน้ำหน่อย หลวงพ่อ หลวงปู่ ช่วยนิพพาน ไม่เกิดแล้ว..."

หลวงพ่อบอกว่า...

"..การที่จะไปนิพพานนะดี แต่ท่านหญิงยังมีประโยชน์ต่อประเทศชาติมาก..."

จึงรับสั่งต่อว่า...

"...ให้กราบบังคมทูลลาพระเจ้าอยู่หัว ท่านชาย ท่านแม่..." พระองค์หญิงทรงย้ำอยู่ ๒ ครั้ง และครั้งสุดท้ายรับสั่งว่า...

"...สว่างแล้ว เห็นนิพพานแล้ว..." และก็นิ่งไป

“ทิวาวารผ่านมาเยือนโลก พร้อมความโศกสลดให้ฤทัยหาย อริราชพิฆาตร่างท่านวางวาย แสนเสียดายชีพกล้าวิภาวดี”

กลอนบทนี้คือคำไว้อาลัยของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถที่ได้พระราชทานประดับพวงมาลาหน้าพระโกศศพพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต ผู้สิ้นพระชนม์ขณะปฏิบัติภารกิจแทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๐

จากวันนั้นจนถึงวันนี้นับเป็นเวลา ๓๗ ปีแล้วที่พระองค์หญิงได้สิ้นพระชนม์เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งคุณงามความดีของพระองค์ท่านที่ทรงกล้าหาญ เสียสละ และจงรักภักดี รัฐบาลในสมัยนั้นจึงได้เสนอให้ตั้งชื่อถนนซุปเปอร์ไฮเวย์จากดินแดงไปรังสิตว่า “ถนนวิภาวดีรังสิต” เพื่อรำลึกถึงพระองค์ ปัจจุบันคนรุ่นใหม่จะรู้จักถนนวิภาวดีรังสิตเป็นอย่างดี เพราะใช้เป็นเส้นทางคมนาคมหลักที่สำคัญในการเดินทางสัญจรไปมา

โดยหากย้อนศึกษาพระประวัติของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิตจะทราบว่า พระองค์หญิงทรงมีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าวิภาวดี (รัชนี) รังสิต ทรงเป็นพระธิดาในพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ (พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัส) ต้นราชสกุลรัชนี และหม่อมเจ้าพรพิมลพรรณ รัชนี ประสูติเมื่อวันเสาร์ที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๓ ทรงศึกษาที่โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัยจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ และทรงศึกษาหลักสูตรพิเศษเพิ่มเติมอีก ๓ ปี โดยพระองค์หญิงทรงสำเร็จการศึกษาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ และเสกสมรสกับหม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ มีธิดา ๒ คน คือ หม่อมราชวงศ์วิภานันท์ รังสิต และหม่อมราชวงศ์ปรียนันทนา รังสิต

ภายหลังที่พระองค์หญิงทรงสำเร็จการศึกษาแล้ว ได้ทรงรับใช้พระบิดาอย่างใกล้ชิด ซึ่งกรมหมื่นพิทยาลงกรณเป็นที่รู้จักกันดีในวงการหนังสือในนามปากกา ’น.ม.ส.“ ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็น “กวีเอก” ผู้หนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์ โดยพระองค์หญิงทรงมีพระปรีชาสามารถทางอักษรศาสตร์เช่นเดียวกับพระบิดา ทรงเขียนเรื่องสำหรับเด็กเมื่อชันษาเพียง ๑๔ ปี โดยใช้นามปากกาว่า ’ว.ณ ประมวญมารค“ เรื่องที่ทรงแต่งเป็นนวนิยายอมตะ เป็นที่นิยมของผู้อ่านอย่างมาก อาทิ เรื่อง ปริศนา รัตนาวดี เจ้าสาวของอานนท์ นิกกับพิมพ์ ฯลฯ ภายหลังได้ทรงประพันธ์หนังสืออีกหลายเรื่อง ทั้งนวนิยาย เรื่องสั้น บทละคร และนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ ทุกเรื่องล้วนได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์หญิงรับราชการสนองพระเดชพระคุณอย่างใกล้ชิดอยู่ตลอดเวลาทั้งในประเทศและเมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปยังต่างประเทศ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์หญิงทรงเป็นนางสนองพระโอษฐ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการถึง ๒๓ ประเทศ

สำหรับในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๐ พระองค์หญิงได้ทรงปฏิบัติภารกิจในฐานะผู้แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงนำสิ่งของพระราชทานไปเยี่ยมบำรุงขวัญเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ข้าราชการ และเสด็จแทนพระองค์ไปเยี่ยมเยียนประชาชนในท้องถิ่นทุรกันดารทางภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ทรงเสียสละความสุขส่วนพระองค์ เพราะตั้งพระทัยที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น ทรงมีพระทัยกล้าหาญเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก แม้ในเขตที่มีผู้ก่อการร้ายปฏิบัติการอย่างรุนแรง ก็ยังทรงอุตสาหะเสด็จไปเยี่ยมเยียนบำรุงขวัญเจ้าหน้าที่ถึงแนวหน้า

จนกระทั่งวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๐ ระหว่างทางเสด็จโดยเฮลิคอปเตอร์เพื่อนำสิ่งของพระราชทานไปตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญเจ้าหน้าที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทรงทราบจากวิทยุว่า มีตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ได้รับบาดเจ็บจากการถูกกับระเบิด ๒ คน ด้วยความที่ทรงห่วงใยผู้บาดเจ็บ จึงรับสั่งให้นักบินนำเฮลิคอปเตอร์ร่อนลงเพื่อรับตชด. ๒ คนนั้นไปส่งโรงพยาบาล แต่ขณะที่นักบินนำเครื่องร่อนลงต่ำ ผู้ก่อการร้ายได้ระดมยิงเฮลิคอปเตอร์ กระสุนทะลุเข้ามาถูกพระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต ทรงได้รับบาดเจ็บสาหัส นักบินจึงต้องนำเครื่องเฮลิคอปเตอร์ลงฉุกเฉิน

แม้ในวาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่า พระองค์หญิงยังทรงห่วงใย ตชด.ผู้บาดเจ็บ โดยรับสั่งถามว่า “ตชด.เป็นอย่างไรบ้าง เอาออกมาได้หรือยัง ให้รีบไปส่งโรงพยาบาล อย่าให้พวกมันรู้ว่าฉันถูกยิง มันจะเหิมเกริม” สักครู่รับสั่งต่อไปว่า “ฉันไม่เป็นไรแล้ว ตชด.มาหรือยัง ให้รีบไปส่งโรงพยาบาลด่วน” โดยยังทรงมีพระสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ และทรงเป็นห่วง ตชด.ผู้บาดเจ็บตลอดเวลา

ต่อมาพระองค์หญิงได้รับสั่งกับหลวงพ่อฤษีลิงดำ และหลวงปู่ครูบาธรรมชัย ผู้ร่วมเดินทางไปในวันนั้นว่า “ร้อน หิวน้ำ ขอกินน้ำหน่อย หลวงพ่อ หลวงปู่ ช่วยนิพพาน ไม่เกิดแล้ว” หลวงพ่อบอกว่า “การที่จะไปนิพพานนะดี แต่ท่านหญิงยังมีประโยชน์ต่อประเทศชาติมาก” จึงรับสั่งต่อว่า “ให้กราบบังคมทูลลาพระเจ้าอยู่หัว ท่านชาย ท่านแม่” พระองค์หญิงทรงย้ำอยู่ ๒ ครั้ง และครั้งสุดท้ายรับสั่งว่า “สว่างแล้ว เห็นนิพพานแล้ว” และก็นิ่งไป

หม่อมเจ้าวิภาวดี รังสิต ทรงสิ้นชีพิตักษัยที่ตำบลบ้านส้อง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพวงมาลาหน้าโกศพระศพประดับไฟด้วยคำไว้อาลัยจากบทพระราชนิพนธ์ความฝันอันสูงสุดว่า “จะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด จะรักชาติจนชีวิตเป็นผุยผง จะยอมตายหมายให้เกียรติดำรง จะปิดทองหลังองค์พระปฏิมา” แล้วจึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาหม่อมเจ้าวิภาวดี รังสิต เป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์และประถมาภรณ์ช้างเผือก

นอกจากนี้หม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต พระสวามียังได้ก่อตั้งมูลนิธิวิภาวดีรังสิตขึ้นเพื่อสืบทอดงานของพระองค์หญิงในด้านการพัฒนา และช่วยเหลือประชาชนผู้ขาดแคลนในท้องถิ่นทุรกันดารทางภาคใต้ ปัจจุบันหม่อมราชวงศ์ปรียนันทนา รังสิต เป็นประธานกรรมการมูลนิธิฯ โดยในหนังสือพิมพ์สยามิศร์ได้เขียนถึงการสิ้นพระชนม์ของพระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต เมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๐ ว่า “ความสุขนั้นอยู่ที่การให้มากกว่าการรับ และความยิ่งใหญ่นั้นอยู่ที่การเสียสละเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของปวงประชา เพื่อความมั่นคงของชาติ ชีวิตที่สิ้นไปเพื่อเป็นชาติพลี จึงเป็นการเหมาะสมแล้วที่ได้ชื่อว่าเป็นวีรสตรี”

ถนนวิภาวดีรังสิตตั้งชื่อตามพระนามของพระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต ซึ่งพระนามเดิมคือหม่อมเจ้าวิภาวดี รังสิต พระธิดาในพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ ทรงเป็นพระราชวงศ์ฝ่ายในที่บำเพ็ญพระกรณียกิจอันเป็นประโยชน์แก่บ้านเมือง ได้ทรงรับใช้เบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โดยเสด็จเยี่ยมราษฎรในเขตที่ผู้ก่อการร้ายปฏิบัติการอยู่ จนกระทั่งเฮลิคอปเตอร์ที่เสด็จถูกผู้ก่อการร้ายระดมยิงจนสิ้นชีพิตักษัยในวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์พ.ศ. ๒๕๒๐ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต และรัฐบาลได้นำพระนามมาเป็นชื่อถนนซึ่งเป็นทางหลวงหมายเลข ๓๑ ซึ่งเดิมคนทั่วไปมักเรียกว่า “ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์”

อนึ่ง ถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งตะวันออก ช่วงตั้งแต่แยกใต้ด่วนดินแดงถึงคลองบางซื่อ เป็นเส้นแบ่งเขตการปกครองระหว่างเขตพญาไทกับเขตดินแดง และถนนวิภาวดีรังสิตช่วงตั้งแต่ถนนแจ้งวัฒนะถึงสนามบินดอนเมืองเดิมเป็นถนนท้องถิ่นมีชื่อว่า “ถนนศรีรับสุข”

ปัจจุบันหากใครมีโอกาสได้สัญจรผ่านไป-มา โดยใช้เส้นทางถนนวิภาวดีรังสิต ขอจงร่วมกันรำลึกถึงวีรกรรมอันหาญกล้าของพระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต วีรสตรีไทยอีกพระองค์หนึ่งที่ทรงพลีชีพเพื่อชาติจะประทับอยู่ในใจของคนไทยทุกคนตลอดไป

ขอสดุดีในความหาญกล้าของพระองค์ท่านจากหัวใจ

ในความทรงจำตลอดไป

@ ปลา ปภาวรินทร์

หมายเหตุ :
- ปัจจุบันมีอนุสาวรีย์ของท่านหญิงที่เขื่อนรัชประภา
- อำเภอวิภาวดี เป็นอำเภอหนึ่งในจำนวน ๑๙ อำเภอ ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี กระทรวงมหาดไทยได้แบ่งท้องที่อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน ๒ ตำบล คือตำบลตะกุกเหนือและ ตำบลตะกุกใต้ จัดตั้งเป็นกิ่งอำเภอ เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๓๕ ชื่อ " กิ่งอำเภอวิภาวดี" มีที่มาจากกรณีที่ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต ได้เสด็จมาดูแลทุกข์สุขของราษฎรในพื้นที่ตำบลตะกุกเหนือ และตำบลตะกุกใต้ หลายครั้ง เมื่อพระองค์ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ นอกจากนี้พระองค์ยังได้อุปถัมภ์ตำบลทั้งสองเป็นอย่างมาก ประชาชนในหมู่บ้านต่างซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ จึงตั้งชื่อหมู่บ้านว่า "บ้านท่านหญิง " และ "โรงเรียนบ้านท่านหญิงวิภา" เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติแด่พระองค์ ต่อมาเมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๐ ได้ยกฐานะเป็น "อำเภอวิภาวดี"

__________________________________

fb: นิทรรศการพลังแผ่นดิน
อัศจรรย์งานศิลป์ แผ่นดินสยาม
https://www.facebook.com/Signnagas

ที่อยู่

365 Moo 8 Chae Khonburi
Khon Buri
30250

เวลาทำการ

จันทร์ 07:00 - 18:00
อังคาร 07:00 - 18:00
พุธ 07:00 - 18:00
พฤหัสบดี 07:00 - 18:00
ศุกร์ 07:00 - 18:00
เสาร์ 07:00 - 18:00
อาทิตย์ 07:00 - 18:00

เบอร์โทรศัพท์

044444034

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Krua Kafe' Premiumผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท