Tangsaticafe จาก 101mindfulcafe สู่ Tangsaticafe เพื่อให้สอดคล้องเป็นหนึ่งเดียว เหมือนการฝึกทั้งหัว กาย ใจ รวมกันได้เป็นหนึ่ง

สนใจเรื่องการทำเครื่องดืมแนวSlowbar และการถ่ายภาพด้วยสติ

24/07/2026

อะ! เราแนะนำให้กดลงทะเบียนที่ลิงก์นี้ก่อน 👉🏻 https://register.thailandcoffeefest.org/ จะได้เดินเข้างานได้เลย แล้วค่อยกลับมาอ่านโพย 5 ข้อนี้ เพราะงานใหญ่ขนาด 20,000 ตารางเมตร มีร้านกว่า 380 ร้าน ถ้าเดินแบบไม่มีแผน อาจหมดแรงก่อนเจอของที่ตั้งใจมา

ปีนี้ Thailand Coffee Fest กลับมาเป็นครั้งที่ 11 ในธีม Made by All of Us ชวนตั้งแต่เกษตรกร ผู้พัฒนากาแฟ โรงคั่ว บาริสต้า เจ้าของร้าน ไปจนถึงผู้ดื่ม มาพบปะ แลกเปลี่ยน และร่วมกันพาวงการกาแฟไทยให้ไปต่อ

แล้วคนเดินงานอย่างเราจะมีส่วนร่วมอย่างไร The Cloud ขอเปิดโพย 5 วิธีเดินงานปีนี้ให้สนุกและคุ้มที่สุด

1. ไปในบทบาทนักชิม นักช้อป หรือคนหาอุปกรณ์ (ขอสปอยล์แค่นี้ก่อน ได้รายชื่อเต็ม ๆ มาเมื่อไหร่ เราจะมาแอบบอกเป็นที่แรกเลย!)

คนดื่มกาแฟมาเลือกชิมเมล็ดจากโรงคั่วและคาเฟ่กว่า 380 ร้าน ส่วน Home Brewer มาลองเครื่องชง เครื่องบด และอุปกรณ์สำหรับโฮมบาริสต้า และใครที่เป็นเจ้าของร้านและคนทำงานในวงการ ก็ยังมาหาวัตถุดิบ เครื่องมือ และคู่ค้าสำหรับนำไปต่อยอดธุรกิจได้

นอกจากกาแฟ ยังมีมัทฉะ ช็อกโกแลต เบเกอรี ไอศกรีม และสินค้าในวงการคาเฟ่อีกหลายประเภท เรียกว่าเดินงานเดียวก็พอเห็นภาพว่าตอนนี้คนดื่มกำลังสนใจอะไร และร้านคาเฟ่กำลังปรับตัวไปทางไหน

2. ไปชิมกาแฟจากกว่า 10 เชื้อชาติ โดยไม่ต้องเดินทางออกนอกประเทศ

Coffee Around The World Co-created by TCEB จะรวมร้านกาแฟและโรงคั่วจากหลายประเทศมาไว้ในพื้นที่เดียว นอกจากได้ลองรสชาติใหม่ ๆ ยังได้เห็นว่าแต่ละวัฒนธรรมปลูก ชง ดื่ม และให้คุณค่ากับกาแฟแตกต่างกันอย่างไร

คนดื่มอาจได้พบกาแฟที่ไม่เคยลอง ส่วนคนทำร้านอาจได้วิธีคิดหรือไอเดียใหม่กลับไปใช้กับร้านของตัวเอง

3. ไปเรียนตั้งแต่พื้นฐาน จนถึงทักษะที่ใช้ทำงานจริง

Workshop เป็นพื้นที่ให้ลงมือฝึกกับผู้เชี่ยวชาญทั้งไทยและต่างประเทศ ตั้งแต่การดม การชิม ไปจนถึงเทคนิคหลังบาร์ เหมาะกับคนที่อยากพัฒนาทักษะอย่างจริงจัง

ส่วน Lecture เป็นห้องเรียนพื้นฐานที่เปิดให้เรียนฟรี สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มสนใจกาแฟ เจ้าของร้านมือใหม่ หรือคนที่กำลังคิดจะเข้าสู่วงการ แต่ยังไม่รู้ว่าควรเริ่มเรียนรู้อะไรก่อน

4. ไปเป็นกองเชียร์ให้คนไทยลงสนามระดับประเทศ

Coffee Arena คือสนามของ Thailand Coffee Championships การแข่งขันเพื่อค้นหาตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันใน World Coffee Championships ใครเคยเห็นบาริสต้าชงกาแฟอยู่หลังบาร์ ลองมาดูตอนพวกเขาต้องแข่งกับเวลา ความกดดัน และมาตรฐานระดับโลก

ส่วน Coffee Stage จะมีรอบชิงชนะเลิศ Thailand Es Yen Championship 2026 พร้อมวงสนทนาที่ชวนคนในวงการมาแบ่งปันทั้งบทเรียน ปัญหา และประสบการณ์ที่พาพวกเขามาถึงวันนี้

5. ไปดูว่ากาแฟ 1 แก้วเกี่ยวข้องกับป่าและธุรกิจอื่นอย่างไร

Coffee Camp โดยกลุ่มสหายกาแฟ จะพาไปรู้จักความสัมพันธ์ระหว่างกาแฟกับป่า เพราะพื้นที่ปลูกที่มีระบบนิเวศดีคือจุดเริ่มต้นของกาแฟที่ดี โซนนี้ยังร่วมระดมทุนให้โครงการ ‘ป่าเขาลมหายใจเรา’ เพื่อสนับสนุนการป้องกันไฟป่าในพื้นที่ปลูกกาแฟภาคเหนือ

ส่วน Coffee & Friends Co-created by i-Cream Solutions จะชวนกาแฟไปจับคู่กับไอศกรีมและโมเดิร์นเจลาโต้ เพื่อทดลองสร้างเมนูใหม่ เพิ่มมูลค่า และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ให้ร้านคาเฟ่

ธีม Made by All of Us ไม่ได้หมายความว่า ทุกคนต้องปลูก คั่ว หรือชงกาแฟเป็น แต่หมายถึงทุกคนเลือกมีส่วนร่วมกับวงการนี้ได้ในบทบาทของตัวเอง

จะมาเป็นนักชิม นักเรียน กองเชียร์ เจ้าของร้านที่กำลังหาไอเดีย หรือคนดื่มที่อยากรู้ว่า ก่อนกาแฟจะมาถึงมือเรา ต้องผ่านผู้คนและเรื่องราวอะไรมาบ้างก็ได้

อ่านมาถึงตรงนี้ เลือกไว้ก่อนเลยว่า ไปงานครั้งนี้คุณจะเริ่มเดินจากโซนไหน

Thailand Coffee Fest 2026 : Made by All of Us
📅 วันที่ 10 - 13 กันยายน พ.ศ. 2569
🕙 เวลา 10.00 - 20.00 น.
📍 IMPACT Exhibition Center Hall 5 - 8 เมืองทองธานี

อ่านรายละเอียดและลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://bit.ly/4fLFAb7

SCATH Specialty Coffee Association of Thailand

24/07/2026

ลูกค้าเก่า ห้ามพลาด ‼️
HUTO RE:CHECK

กลับมาเช็กตัวเองอีกครั้ง
เพียงสั่งเครื่องดื่มหรืออาหารในร้าน เมนูใดก็ได้

รับสิทธิ์ รีเช็กเครื่องไบโอฟีดแบ็ก
วัดระดับสมาธิ ผ่านคลื่นสมอง
ฟรี 1 ครั้ง

เทียบผลเดิมกับผลปัจจุบันได้
ไม่มีผลเก่าก็เข้าร่วมได้
1 สิทธิ์ / 1 คน

Booking Only

จำกัดจำนวนต่อวัน
ทัก LINE: .bhavana

พิมพ์ว่า “ขอกลับมา RE:CHECK”
เพื่อนัดวัน

PROMOTION
สิ้นสุดภายใน. 30 ก.ค นี้

https://www.facebook.com/share/18C4mp8FPd/
22/07/2026

https://www.facebook.com/share/18C4mp8FPd/

คืนหนึ่งในบาร์อาจจบลงด้วยบทสนทนาแสนผิวเผิน ตื้นเขิน หรือความกรึ่มพอประมาณแลกกับความรู้ตั้งแต่ชีวิตประจำวัน ไปจนถึงความฝัน และประวัติศาสตร์ 📖 🥃

กับ 7 เลคเชอร์บาร์ ในกรุงเทพฯ ที่ควรค่าแก่การแวะไปนั่ง ทั้งเพื่อดื่ม เพื่อฟัง และเพื่อปล่อยให้บทสนทนาพาใจออกเดินทาง ไม่ได้เสิร์ฟเพียงค็อกเทลในแก้ว แต่ยังรินบทสนทนา เวทีเสวนา และเวิร์กช็อปที่ชวนผู้คนล้อมวงแลกเปลี่ยน ตั้งแต่วรรณกรรม การเมือง สุขภาวะทางใจ ไปจนถึงความยั่งยืน เพื่อให้คุณได้ค้นพบว่าความรู้เองก็สามารถเสิร์ฟคู่กับค็อกเทลได้อย่างงดงาม พร้อมกับความคิดใหม่ๆ ที่ติดตัวกลับบ้านหลังแก้วสุดท้ายหมดลง

🔗 อ่านต่อที่ลิงก์ในคอมเมนต์

ุงเทพ

22/07/2026

มีรายงานทางวิทยาศาสตร์ฉบับล่าสุด ที่ออกมาจากสมาคมหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association: AHA) ที่รายงานผ่านสำนักข่าวต่าง ๆ ทั่วโลก กำลังสร้างความฮือฮาให้กับวงการสุขภาพอย่างมาก เมื่อผลการศึกษาระบุว่าการดื่มกาแฟสูงสุดถึง 5 แก้วต่อวัน ถือเป็นปริมาณที่ปลอดภัยสำหรับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้น พฤติกรรมการดื่มกาแฟอย่างสม่ำเสมอ ยังมีความสัมพันธ์เชิงสถิติต่อการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวานชนิดที่ 2 และภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งนับเป็นข่าวดี ที่ทำให้คนรักกาแฟหลายคนยิ้มได้ ทว่าในมุมมองเชิงวิทยาศาสตร์สุขภาพ การทำความเข้าใจกลไกเบื้องหลังและข้อควรระวังควบคู่กันไปเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม ☕🤎✨
เครดิตภาพ(หัวใจ) : เว็บไซต์ heart
อ่านบทความฉบับเต็ม ได้ที่คอมเมนต์ 🔎
👉ซื้อหรือสมัครเป็นสมาชิกตอบรับนิตยสาร เพื่อให้เรามีทุนในการสร้างเนื้อหาดี ๆ
ในโลกกาแฟต่อไป
coffee traveler issue 79 เล่มละ 150 บาท
นิตยสารที่ถูกออกแบบมาให้ ‘สวยพอจะเก็บ’ และ ‘ลึกพอจะอ่าน’
กดสั่งซื้อนิตยสารเล่ม 79 ได้ในคอมเมนต์
สนใจลงโฆษณาหรืองานประชาสัมพันธ์ ติดต่อได้ที่👇
📲IN BOX Facebook Coffee Traveler
📩G-mail : [email protected]
👉ID Line : coffeetravelermag

#กาแฟ

22/07/2026

เคยสังเกตตัวเองตอนชงกาแฟไหมคะว่า ตลอดทั้งดริป เราเทน้ำด้วยเส้นน้ำแบบเดิมตลอดเลยหรือเปล่า?

เรื่อง “เส้นน้ำ” เป็นอีกหนึ่งเทคนิคแบบครูพักลักจำที่ได้มาจากคลาสกาแฟดริปของพี่ๆ ค่ะ

เวลาชงด้วยกัน พี่ๆ มักจะชวนให้ลองฝึกคุมน้ำด้วยการเทหลายๆ แบบ

เผื่อใครอยากลองลงรายละเอียดเพื่ออัปสกิลการดริป ลองเริ่มฝึกจาก 3 มิตินี้

1. ขนาดเส้นน้ำ: เล็ก / กลาง / ใหญ่

2. ระยะการเท: ต่ำ / กลาง / สูง

3. ความเร็ว: ช้า / กลาง / เร็ว

ประโยชน์ของการฝึกคุมเส้นน้ำให้ได้ดั่งใจ จะช่วยให้เราเข้าใจการสกัด (Extraction) ได้ลึกซึ้งขึ้น เพราะแรงน้ำที่ต่างกันจะสร้างรูปแบบการสกัดที่ไม่เหมือนกัน ทั้งแบบกระแทก แช่ หรือปล่อยไหล ซึ่งส่งผลต่อทรงของรสชาติกาแฟในแก้วโดยตรงเลย

📍ลองเอา "แบบฝึกหัด" (อิงจากท่ามาตรฐานของร้านเรา) ไปปรับใช้กันดูนะคะ:

Pour 1 (Pre-infusion): เส้นน้ำเล็ก / ระยะต่ำ / เทช้า

Pour 2 (สกัดไหล): เส้นน้ำกลาง / ระยะต่ำ / เทความเร็วปานกลาง

Pour 3 (สกัดแช่): เริ่มจากเส้นน้ำกลางแล้วไล่ไปใหญ่ / ระยะต่ำ / เทช้ามาก

Pour 4 (สกัดแช่): เส้นน้ำเล็ก / ระยะกลาง / เทช้า

การฝึกเทน้ำให้หลากหลายจะช่วยพาเราออกจาก Save Zone เดิมๆ ทำให้พลิกแพลงการชงได้ พร้อมรับมือกับหน้างานและเมล็ดกาแฟใหม่ๆ ที่เปลี่ยนไปในทุกวัน

#กาแฟดริป

21/07/2026

การคั่ว Gesha ให้คงกลิ่นดอกไม้
จากวิทยานิพนธ์ Oregon State University
"
แม้ว่า Roaster จะรู้อยู่แล้วว่าการคั่ว Gesha ให้ยังคงมีเอกลักษณ์นั้น
ต้องควบคุมปัจจัยอะไรบ้าง Coffeology ตอนนี้จะพาไปเชื่อมโยงกับงานวิจัยว่าการคั่วส่งผลสำคัญต่อเคมีและเอกลักษณ์ความเป็นดอกไม้อย่างไร

ด้วยการพาไปอ่านวิทยานิพนธ์ปริญญาโทของ Victoria Koyner Galán จาก Oregon State University ปี 2024 (1) ซึ่งต่อมาตีพิมพ์เป็นงานวิจัยใน Journal of the Science of Food and Agriculture ในปี 2025 ครับ (2)
งานวิจัยของเธอชื่อ Characterizing Panama Geisha coffee aromas: sensory and chemical analysis across roasting methods)
(Victoria Koyner เป็นทายาทรุ่นที่ 4 ของ Kotowa และเคยแข่ง
ขัน National Barista ของ Panama ด้วย และบทความตอนที่แล้ว ว่าด้วย Panama Terroir นั้นผู้เขียนก็อยู่ีในแลปเดียวกันนี่เอง )

Gesha มีกลิ่นดอกไม้เป็นเอกลักษณ์ และทำให้มีมูลค่าสูง สารกลุ่ม terpene โดยเฉพาะ linalool, geraniol และ linalyl acetate น่าจะมีบทบาทสำคัญ Koyner จึงอยากหาคำตอบว่าเราจะคั่วกาแฟ Gesha อย่างไรที่ยังทำให้ Gesha มีเอกลักษณ์
Koyner ออกแบบการทดลองเพื่อตอบคำถามนี้โดยตรง โดยใช้ Washed Gesha จาก Finca La Valentina ในเขตBoquete ปานามา ระดับความสูง 1,500–1,650 เมตร คั่วด้วยเครื่อง Stronghold S7 PRO ซึ่งควบคุม hot air (convection), halogen (radiation) และ bean agitation ได้แยกจากกันอย่างอิสระ [1]
การออกแบบการทดลอง ทำโดย fix halogen และ bean agitation ให้เหมือนกันทุก Profile
(กล่าวคือ halogen ใช้ 80% ตั้งแต่ต้นจนถึงนาทีที่ 4 ลดเหลือ 60% จากนั้นปิดที่นาทีที่ 6 และ bean agitation คงที่ที่ 60% ตลอดการคั่ว )
ทำให้ตัวแปรเดียวที่เปลี่ยนระหว่าง 5 Profiles คือ hot air temperature ในสามช่วงเวลา ได้แก่ 0–2 นาที, 2–4 นาที และ 4 นาทีจนถึง bean release
ทุก Profile ออกแบบให้ได้ ground bean Agtron Gourmet ประมาณ 67 ± 0.5 ซึ่งอยู่ที่รอยต่อระหว่าง light และ medium roast ตาม SCA scale [1] (คั่วลึก สีอ่อนกว่าโปรไฟล์คัปปิ้งของ SCA นิดนึง)
Profile A ใช้ hot air 80% ตลอดสามช่วง (80/80/80)
Profile B ใช้ hot air ต่ำในช่วงแรก เพิ่มขึ้นสูงสุดในช่วงกลาง แล้วกลับมาที่ระดับเดิม (60/100/80)
Profiles C ใช้ hot air (100/80/80)
Profiles D ใช้ hot air (100/60/80)
Profiles E ใช้ hot air (60/80/80)
ผลการทดลอง
จาก Profiles ทั้งหมด ในงานวิจัย มี 3 Profiles ที่น่าสนใจที่สุดคือ A, B และ E ​ เพราะให้ floral, bergamot และ citrus ในสัดส่วนที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
ในขณะที่ C และ D ได้สีเมล็ดเดียวกันแต่กลับให้กลิ่นยา กลิ่นอับ และกลิ่นหมักแทน
บทเรียนการวิเเคราะห์โปรไฟล์ครับ (มีการวิเคราะห์จาก remedy ด้วย ข้อความที่มี* ให้อ่านอย่างระมัดระวังครับ อย่าเพิ่งเชื่อทั้งหมด)
Profile A ใช้ hot air 80% ตลอดสามช่วง (80/80/80) เป็น baseline ที่ Benjamin Put ผู้ร่วมพัฒนา roasting curves กับ Koyner
อธิบายว่าเป็นการให้ energy แบบ predictable และสม่ำเสมอ total roast time อยู่ที่ 8:12 นาที ซึ่งสั้นเป็นอันดับสองในบรรดา A B E (1)
drying phase ดำเนินในอัตราปกติตาม hot air 80% ที่สม่ำเสมอ ทำให้ moisture ระเหยออกอย่างราบรื่นและเมล็ดเปลี่ยนสีในเวลาที่เหมาะสม ไม่เร็วและไม่ช้าเกินไป*
ผลที่ได้จาก Descriptive Analysis คือ aroma ของ berries, bergamot และ citrus พร้อม flavor ของ fruity และ floral ที่สมดุล ข้อมูล GC-MS แสดงให้เห็น profile ที่ balanced ที่สุดในบรรดาสาม Profiles โดย A มี geraniol สูงสุดที่ 33 µg/L ซึ่ง Koyner อธิบายว่าทำหน้าที่เป็น aroma enhancer ของ linalool เพิ่มความลึกและตัวตนของกลิ่นดอกไม้โดยรวม linalool อยู่ที่ 146 µg/L ในระดับดี และ guaiacol ที่ 802 µg/L ซึ่งเป็นสารที่อาจ mask กลิ่นดอกไม้ ยังอยู่ในระดับต่ำกว่า negative control อย่างมาก [1]
Profile B ใช้ hot air ต่ำในช่วงแรก เพิ่มขึ้นสูงสุดในช่วงกลาง แล้วกลับมาที่ระดับเดิม (60/100/80) ซึ่ง Benjamin Put เรียกว่าเทคนิคการสร้าง momentum ให้กาแฟ
total roast time อยู่ที่ 8:18 นาที ใกล้เคียง A มาก แต่ที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญคือ drying phase ของ B ดำเนินช้ากว่า A เพราะ hot air 60% ในสองนาทีแรกส่ง energy เข้าเมล็ดน้อยกว่า อัตราการระเหยของ moisture จึงต่ำกว่า เมล็ดใช้เวลานานกว่าจะเปลี่ยนสีจากเขียวเป็นเหลือง ผลคือเมื่อ Maillard phase เริ่มต้น B ยังมี moisture เหลืออยู่ในเมล็ดมากกว่า A แม้ total time จะต่างกันเพียง 6 วินาที
ผลจาก sensory คือ aroma ของ fruity, vanilla และ floral พร้อม flavor ของ berries และ bergamot ที่โดดเด่น GC-MS แสดงให้เห็น profile ที่ linalool เด่นอย่างชัดเจน โดย B มี linalool สูงสุดในทุก Profile ที่ 171 µg/L ห่างจาก A ถึง 25 µg/L แต่แลกมาด้วย geraniol ที่ต่ำกว่า A ที่ 21 µg/L และมี fermented attribute เล็กน้อยจาก sensory [1]
Profile E ใช้ hot air ต่ำในช่วงแรกเหมือน B แต่ไม่มี surge ในช่วงกลาง และ release ช้าที่สุดที่ 8:54 นาที (60/80/80) ซึ่ง Benjamin Put เรียกว่า soaking the beans total roast time ของ E ที่ 8:54 นาทีนั้นยาวที่สุดในบรรดา A B E โดยยาวกว่า A ถึง 42 วินาที และยาวกว่า B 36 วินาที
drying phase ของ E เช่นเดียวกับ B คือดำเนินช้ากว่า A เพราะ hot air 60% ในช่วงต้น แต่ต่างจาก B ตรงที่ไม่มี surge ในช่วง 2–4 นาที ทำให้ energy ที่ส่งเข้าเมล็ดในทุกช่วงเวลานั้นต่ำและสม่ำเสมอกว่า เมล็ดจึงดูดซับ heat ช้าที่สุดในสาม Profiles ส่งผลให้ moisture ระเหยออกช้าและ cellular structure ไม่ได้รับ thermal gradient สูง เมล็ดอยู่ใน temperature window ของ esterification และ lipid oxidation นานที่สุด*
ผลจาก sensory คือ citrus และ bergamot เด่นกว่า floral ล้วนๆ GC-MS เผยให้เห็น profile ที่แตกต่างจาก A และ B อย่างชัดเจน โดย E มี linalyl acetate สูงสุดอย่างมีนัยสำคัญที่ 51 µg/L ซึ่งมากกว่า A และ B ถึงสองเท่า linalyl acetate ให้กลิ่นดอกไม้แบบลาเวนเดอร์และผลไม้ที่เชื่อมระหว่าง floral กับ citrus ขณะที่ decanal สูงสุดที่ 188 µg/L ให้กลิ่น lemon fatty ที่เสริม citrus character อย่างไรก็ตาม linalool ของ E อยู่ที่ 117 µg/L ซึ่งต่ำกว่า A และ B ทำให้ floral ลดลงและ citrus bergamot ขึ้นมาเด่นแทน [1]
การที่สาม Profiles ได้สีเมล็ดเกือบเท่ากันแต่ให้ terpene profile ต่างกันนั้น อธิบายได้ด้วยกลไกเคมีที่เกิดจากการให้ hot air profile แต่ละแบบ*
กลไกของ Profile A คือการให้ heat สม่ำเสมอทำให้ drying phase ดำเนินอย่างราบรื่น cellular structure ของเมล็ดไม่ได้รับ thermal shock และ terpene precursors อยู่ใน cellular matrix ได้นานพอ เมื่อ Maillard phase เริ่มต้น energy ที่ต่อเนื่องและสม่ำเสมอทำให้ทุก pathway ดำเนินไปพร้อมกันในสัดส่วนปกติ ไม่มี energy spike ที่จะ drive pathway ใด pathway หนึ่งเป็นพิเศษ ผลคือ balanced floral profile ที่มีทั้ง geraniol, linalool และ bergamot ในสัดส่วนที่เสริมกัน
กลไกของ Profile B มีความซับซ้อนกว่า การที่ hot air ต่ำในช่วงแรกทำให้ moisture ระเหยช้ากว่า เมล็ดจึงยังมี moisture เหลืออยู่พอสมควรเมื่อ Maillard phase เริ่มต้น moisture ที่เหลืออยู่นี้ทำหน้าที่เป็น reaction medium ที่ช่วยเพิ่ม hydrolysis ของ glycosidic-bound linalool ให้หลุดออกเป็น free linalool ได้มากขึ้น ซึ่งเป็นคำอธิบายที่สอดคล้องกับข้อมูล GC-MS ที่พบว่า B ได้ linalool สูงสุดที่ 171 µg/L อย่างไรก็ตาม energy surge ที่แรงและเร็วในช่วง Maillard phase ก็มีผลข้างเคียง คือทำให้ amino acid degradation บางส่วนเกิดเร็วเกินไปก่อนที่ sugar pool จะพร้อม ส่งผลให้เกิด fermented pathway เล็กน้อย ซึ่งตรงกับที่ sensory panel พบ fermented attribute เล็กน้อยใน B
กลไกของ Profile E เป็นเรื่องของ exposure time มากกว่า energy intensity การที่ hot air ต่ำในช่วงต้นทำให้เมล็ดดูดซับ heat ช้าๆ cellular structure ไม่ได้รับ thermal shock และ moisture ระเหยออกอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากนั้นเมล็ดอยู่ใน temperature window ของ esterification นานกว่า Profiles อื่น เพราะ release ช้าที่สุด linalyl acetate ที่สูงที่สุดที่ 51 µg/L อธิบายได้จากกลไกนี้ เพราะ linalyl acetate เกิดจาก esterification ระหว่าง linalool กับ acetic acid ซึ่งต้องการเวลาและอุณหภูมิที่เหมาะสม ไม่ใช่ความร้อนสูงฉับพลัน ในทำนองเดียวกัน decanal ที่สูงสุดใน E เกิดจาก lipid oxidation ซึ่งเป็น reaction ที่ต้องการ exposure time มากกว่า reaction temperature สูงๆ
สรุปครับ จังหวะที่ให้ energy ในแต่ละช่วงจะเป็นตัวกำหนดว่า substrate pool ในเมล็ดกาแฟ ณ ขณะนั้นอยู่ในสภาวะใด
A ให้ energy สม่ำเสมอทำให้ทุก pathway ดำเนินพร้อมกัน
B ให้ energy surge ตอนที่ moisture ยังมีทำให้ hydrolysis ของ bound terpene เกิดเพิ่มขึ้น
และ
E ให้ exposure time นานทำให้ secondary reactions อย่าง esterification มีเวลาดำเนินไปมากกว่า
ทำไม C และ D จึงล้มเหลว
สิ่งที่ทำให้งานวิจัยนี้น่าสนใจยิ่งขึ้นคือ Profiles ที่ล้มเหลว Profiles C (100/80/80) และ D (100/60/80) ได้สีเมล็ดเดียวกับ A และ B แต่กลับให้กลิ่นยา กลิ่นอับ และกลิ่นหมัก ทั้งที่มี terpene บางชนิดในระดับสูง
สิ่งที่น่าจะอธิบายได้คือ hot air สูงในสองนาทีแรกของ C และ D สร้าง thermal gradient สูงระหว่าง surface และ core ของเมล็ด cellular structure แตกร้าวเร็วกว่าปกติ ทำให้ reaction pathway เปลี่ยนไป สร้าง guaiacol, limonene และ β-pinene ในสัดส่วนที่สูงกว่า ซึ่งสารเหล่านี้ทำหน้าที่ mask การรับรู้กลิ่น linalool และ geraniol ได้อย่างสมบูรณ์ แม้สองสารนี้ยังมีอยู่ในเมล็ดก็ตามครับ

ปรากฏการณ์นี้คือหัวใจของข้อค้นพบที่ว่า
terpene สูงไม่ได้รับประกัน floral profile มียังมี Masking effect จากสารอื่นๆด้วย
และการวัดสีเมล็ดอย่างเดียวไม่เพียงพอในการควบคุมคุณภาพ [1]

บทเรียนสำหรับ the remedy
เส้นทางการให้ energy มีความสำคัญเท่ากับหรืออาจจะมากกว่าสีเมล็ดหรือ Agtron ปลายทาง

หากต้องการ balanced floral ควรเริ่มจากหลักการของ Profile A คือ steady energy ตลอดการคั่ว ส่วนผู้ที่ต้องการ linalool สูงอาจลองหลักการของ Profile B คือ low start แล้วเพิ่มขึ้นที่ yellowing และผู้ที่ต้องการ citrus bergamot เด่นกว่า floral อาจลองหลักการของ Profile E คือ soak และ extended time

geraniol และ linalool ทำงานร่วมกัน Profile A ที่มี geraniol สูงสุด าทำหน้าที่เป็น aroma enhancer ของ linalool เพิ่มความลึกและตัวตนของกลิ่นดอกไม้โดยรวมให้ balanced floral แม้ linalool ไม่ได้สูงที่สุด การออกแบบ roast profile ที่ดีต้องมองที่ ratio ของ terpene ไม่ใช่ปริมาณของสารใดสารหนึ่งโดดๆ

สำหรับคนที่คั่วกาแฟเกชา หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์นะครับ

ขอให้มีความสุขกับกาแฟและเรื่องราว
(อ้างอิงในคอมเมนต์)

ที่อยู่

55/162 ซ. 1/7
Khlaung Yong
73170

เวลาทำการ

08:30 - 18:00

เบอร์โทรศัพท์

+66863489558

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Tangsaticafeผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Tangsaticafe:

ทางลัด

แชร์

ประเภท