09/02/2023
สาระน่ารู้
สวัสดีครับ วันนี้มาพูดถึง ข้อที่ 4 ในการควบคุมการเติบโตของพืช
วันนี้ที่จะพูดถึง คือ สารอาหาร หรือ Nutrients
หลายคนคงสงสัยในเรื่องพวกนี้
-พืชต้องใช้อะไรบ้าง มีธาตุอะไร?
-ปุ๋ยเคมี? ปุ๋ยออแกนิค?
-Ph & ec มีผลยังไงต่อธาตุสารอาหาร?
-ปุ๋ยค้าง? ปุ๋ยล๊อค? รากล๊อค? เกลือค้าง?
-ฟรัชน้ำคืออะไร ทำไมต้องฟรัช?
อย่างแรกที่เราจะต้องรู้ก่อนเลยว่า สารอาหารคืออะไร มีกี่ธาตุที่ต้นไม้ใช้งาน
โดยปกติแล้ว เราจะแบ่งธาตุอาหารเป็น 3(4) ชนิด ตามความสำคัญ
ชนิดแรก คือที่ต้นไม้สามารถหาได้จากอากาศและน้ำ ประกอบไปด้วย
-ไฮโดรเจน(H)
-ออกซิเจน(O)
-คาร์บอน(C)
เพื่อที่จะทำให้เกิดเป็น CO2/H2O
(คาร์บอนไดออกไซด์ และ น้ำ)
อย่างที่สอง คือ สิ่งที่ต้นไม้ต้องการในปริมาณสูงเพื่อเติบโต ประกอบไปด้วย
-ไนโตรเจน (N)
-ฟอสฟอรัส (P)
-โพแท็ทเซี่ยม (K)
-แม็คนิเซี่ยม (Mg)
-แคลเซี่ยม (Ca)
-ซัลเฟอร์ (S)
พวกนี้คือธาตุอาหารที่ต้นไม้ใช้ในปริมาณสูงตามลำดับ
และอย่างสุดท้าย เราเรียกกันว่า ธาตุรอง หรือ Trace Element คือไม่จำเป็นต้องการเยอะ แต่ต้องมีประกอบไปด้วย
-แมงกานีส (Mn)
-โบรอน (Br)
-เหล็ก (Fr)
-โมลิปนั่ม (Mo)
-ซิงค์ (Zn)
-คอปเปอร์ (Cu)
โดยปกติแล้วพวกนี้จะมีอยู่แล้วในปริมาณนัอยมากๆ และสามารถหามาเพิ่มได้ตามท้องตลาด
และมาถึงอันสุดท้าย คือ
ธาตุที่ไม่มีก็ไม่ตาย แต่ถ้ามี คือธาตุที่ดีมากๆสำหรับพืช
-ซิลิคอน (Si)
ธาติซิลิก้าเป็น ธาตุที่สำคัญมากๆ
รู้มั้ยว่าซิลิก้าช่วยในเรื่องความแข็งแรงของต้นไม้ เนื่องจากมันจะเข้าไปสะสมในผนังเซลล์ของ ลำต้น และ ใบ ทำให้เกิดความแข็งแรงมากขึ้น และ ยังทำให้ทนต่อแมลงบางชนิดอีกด้วย
โดยปกติแล้ว ซิลิก้าในการปลูกเอ้าดอร์จะมีอยู่ในดินอยู่แล้ว แต่การปลูกภายใน เรื่องต้องหาอะไรมาเสริมน้องๆเพิ่ม
ต่อมาในเรื่องที่มีประเด็นอย่างยาวนาน
ปุ๋ยออแกนิค / ปุ๋ยเคมี
ปุ๋ยออแกนิค คือปุ๋ยที่มาจากธาตุธรรมชาติ,จากมูลสัตว์,จากพืชด้วยกันเอง(เช่น สาหร่าย)
ปุ๋ยออแกนิคจำเป็นที่จะต้องมีการย่อยสลายและเปลี่ยนแปลงโดยจุลินทรีย์ประเภทต่างๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นธาตุอาหารให้พืชมาใช้ได้
ข้อดีของปุ๋ยออแกนิค คือ มันช่วยเลี้ยงจุลินทรีย์ ทำให้จุลินทรีย์ในดิน มีชีวิตชีวา และนั่นคือสิ่งที่เราต้องการ
ส่วนปุ๋ยเคมี
ปุ๋ยเคมี คือปุ๋ยที่เป็นธาตุที่พืชใช้งานมาให้เลย ถ้าเปรียบเทียบปุ๋ยออแกนิค คือไม่จำเป็นที่จะต้องให้จุลินทรีย์ย่อยสลาย แต่มีให้พืชได้เลยโดยตรง
ลองสังเกตุจากการปลูกไฮโดรโปรนิค
การปลูกไฮโดรโปรนิค พืชไม่สามารถที่จะใช้สารอาหารออแกนิคได้ เพราะไม่มีจุลินทรีย์ที่คอยย่อยสลายสารอาหารต่างๆ จึงจำเป็นตัองใช้ปุ๋ยเคมี
สิ่งที่ควรรู้คือ ปุ๋ยเคมี ไม่ได้ทำในจุลินทรีย์ในดินลดหรือฆ่าจุลินทรีย์แต่อย่างใด มิหน่ำซ้ำ จุลินทรีย์ในดินบางตัวเอง กินปุ๋ยเคมี
สำหรับผมการใช้ปุ๋ยเคมี และ ออแกนิค ร่วมกัน จึงเป็นเหตุผลที่ดีมากๆในการปลูก”ดิน”
ต่อมาคือในเรื่องของ ph / EC
อย่างแรกต้องเข้าใจก่อน ว่าอะไรคือ Ph อะไร คือ ec
แล้วมันมีผลอย่างไร
Ph คือค่าความเป็น กรด-ด่าง ในสารละลาย
ต้องเข้าใจก่อนว่าธาตุอาหารแต่ละชนิด สามารถที่จะคงสภาพอยู่ได้ใน Ph ที่ต่างกัน
เช่นธาตุ ซิลิก้า(Si) หากเจอ Ph ที่เป็นกรดมากๆ จะตกตะกอนกลายเป็นเศษของแข็งแทนที่จะละลายน้ำได้
เหตุผลต่อมาคือการดูดซึมของพืช
(ใครอ่านไม่เข้าใจ เดียวมีสรุปให้ครับ)
ผมขออนุญาติยกธาตุฟอสฟอรัส(P) ขึ้นมาพูด
ฟอสฟอรัสมีค่าไอออนเป็นประจุลบ และเมื่อไอ่เจ้าฟอสฟอรัสเนี้ยสามารถดูดซึมเข้าพืชได้ในแค่ในรูปแบบเดียว คือรูปแบบ free orthophosphate ( H2PO4− HPO42− ) หรือ ฟอสฟอรัสละลาย ที่ยังไม่โดนจับประจุในน้ำนั่นแหละ
แต่พอเราปรับ Ph ไปในระยะที่สูงปุ๊ป (7.0+) มันจะมั่วบ้านงานทันที
ไอ่ฟอสฟอรัส(P) มันจะไปจับตัวกับ แคลเซี่ยม (Ca)
แปลงกลายเป็น แคลเซี่ยมฟอสเฟส (Ca3(PO4)2)
ซึ่ง ไอ่เจ้า แคลเซี่ยมฟอสเฟส เนี่ย พออยู่ใน Ph ในระดับ 7.0+ มันคือปุ๋ยที่มีความสามารถในการเป็นปุ๋ยน้อยมากๆ ถึงมากที่สุด
รู้มั้ยว่า การขยับ Ph ลงมา 4.0 จาก 8.0 สามารถทำให้การดูดซึมปุ๋ยของธาตุ ฟอสฟอรัส(P) ดีขึ้นถึง 3 เท่า
**(The effect of pH on phosphorus availability and speciation in an aquaponics nutrient solution,, Brunno da SilvaCeroz, 2016)
ใครที่อ่านแล้วงง อธิบายแบบนี้ว่า
ต้นไม้ในทั้งหมด 17 ธาตุที่ต้องใช้งาน และแต่ละธาตุมีความแตกต่างของ ph ที่ต้องการต่างกัน
Grower ส่วนใหญ่เห็นเป็นใจว่าควรจะใช้ค่า
5.8 สำหรับ coco/hydroponic
6.2 - 6.5 สำหรับดิน (6.0 ในช่วงทำดอก)
แต่ข้อยกเว้นสำหรับดิน คือ ดินยังมีจุลินทรีย์ช่วย หากปรับ ph ผิดพลาดไม่มาก จุลินทรีย์จะทำการปรับความเป็นกรดด่างของดินให้ต้นไม้สามารถดูดซืมได้
มาต่อในเรื่องของ EC
EC คือการวัดค่าความเป็น การนำไฟฟ้า
การใช้ EC วัดปุ๋ย คือการวัดค่าความเข้มข้นของการนำไฟฟ้า ส่วนใหญ่แล้ว การใช้ EC ไม่มีการตายตัวว่าควรจะใช้เท่าไหร่
เนื่องจากต่างสายพันธ์ก็ชอบต่างกัน
แต่ค่อยๆขยับให้สูงขึ้น และหาจุดสุดท้ายที่ต้นไม้ยอมรับ
การให้ EC ที่สูงกว่าต้นไม้รับได้ จะทำให้เกิดอาการ Nutrient Burn หรือ ไหม้ปุ๋ย และ ปุ๋ยค้าง
ส่วนการให้ EC ที่ต่ำกว่าปกติ จะทำให้ต้นไม้ ขาดสารอาหาร
เรื่องสุดท้ายคืออาการปุ๋ยค้าง ปุ๋ยล๊อค รากล๊อค เกลือค้าง อะไร?
เรื่องปุ๋ยค้าง, เกลือค้าง
ปุ๋ยค้าง คือการที่เราให้ปุ๋ยในค่าความเข้มข้นที่สูงงงมาก แต่ว่า ในห้องของเรา มี VPD ที่สูงมากๆ ทำให้การดูดสารอาหารเนี้ย มีการดูดน้ำเพื่อมาคายใบมากกว่าสารอาหารที่จะขึ้นมาด้วย ผลที่เกิดขึ้นคือ
น้ำแห้ง แต่ปุ๋ยยังอยู่ (ในรูปแบบของแข็ง หรือ เกลือ)
ครั้งต่อไป เราใส่ปุ๋ยความเข้มข้นเท่าเดิม
แล้วทำแบบเดิมๆ ปุ๋ย(ที่เป็นเกลือ) ก็จะเกาะตามดิน ตามราก ทำให้ต้นไม้ ไม่สามารถดูดสารอาหารได้ปกติ เนื่องจากความเป็นกรดในดินที่สูงขึ้น
เหตุผลนี้เราถึงจะต้องมีวัน ฟรัชน้ำ
ฟรัชน้ำคืออะไร? ฟรัชน้ำคือการใช้น้ำที่ปรับ Ph แล้ว
ใส่เข้าไปแทนการให้ปุ๋ย เพื่อชะล้าง ปุ๋ยที่ค้าง และ ละลายปุ๋ยบางส่วนที่ยังค้างอยู่เป็นสารอาหารให้ต้นไม้แทน
ส่วนการวัดว่าออกหมดหรือยัง ให้สังเกตุจากค่า run-off (คืออะไร สามารถค้นหาได้ใน google เดียวมีสรุปให้รอบหน้าครับ)
ปุ๋ยล๊อค รากล๊อค?
นิยามคำนี้ของแต่ละคนแตกต่างกันไป
ปุ๋ยล๊อค รากล๊อค คือการที่ ต้นไม้ไม่สามารถดูดสารอาหารได้ อาจเกิดจาก Ph ในวัสดุปลูกมีความเพี้ยนไป จากเหตุผลใดเหตุผลนึง จนไม่สามารถให้สารอาหารบางอย่างดูดซืมได้
บางครั้งจากปุ๋ยค้าง ทำให้ดินเป็นกรด
บางครั้งจากการปรับ Ph ผิดพลาดเอง
เมื่อเข้าสู่รากล๊อค ต้นไม้จะไม่สามารถดูดสารอาหารได้ และ วิธีเดียวกันคือ ใช้การฟรัชน้ำ เพื่อล้างปุ๋ย และวัด run-off ครับผม
สุดท้ายนี้ เรื่องปุ๋ยไม่มีอะไรตายตัว แต่ละสูตรมีความแตกต่าง และความลับทางการค้าแตกต่างกัน
แต่สุดท้ายแล้ว ก่อนที่จะเป็นอาหารเสริม หรือ ธาตุเสริม สุดท้ายแล้ว ต้นไม้ก็ต้องการธาตุ 17 ชนิด
การเลี้ยงดูต้นไม้ง่าย หากมีความเข้าใจในการกระทำ
หวังว่าบทความนี้จะสร้างความกระจ่างในเรื่องของปุ๋ยในกับทุกท่าน ไม่มากก็น้อย
ขอบคุณครับ 🙏🏻☺️
(พบกันต่อไปในเรื่อง Co2 ครับ)
ฝากข่าวนิดนึง
**ไกล้ๆนี้จะมีลิสต้นชำเข้ามาขาย ฝากติดตามด้วยนะครับ พร้อม กิจกรรมแชร์รับต้นชำฟรี! กำลังจะไกล้เข้ามาคร้าบ
ขอบคุณมากๆครับ ไว้พบกันใหม่
ลุย!